สวีอันปังโดนตีมาเมื่อคืน รู้สึกน้อยใจอย่างยิ่ง
“แม่ ผมจะรู้ได้ยังไงว่ามันจะขาดทุน ผมก็ทำเพื่อครอบครัวเรานี่นา!”
“ดีบ้าอะไรล่ะ!”
หวังชุ่ยเหลียนแทบจะโมโหจนตาย ยิ่งคิดว่าลูกชายคนที่สามที่เธอรักนักรักหนากลับสู้ลูกชายคนโตไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกลืนแมลงวันเข้าไปทั้งตัว
“รีบไปทำงานในนาเดี๋ยวนี้เลย! ที่ดินจะรกร้างหมดแล้ว ใช้ให้ไปทำงานทีไร ไม่ลมแรงก็ฝนตกทุกที!”
สวีอันปังได้แต่ขานรับอย่างหงอย ๆ
แต่แน่นอนว่าเขาไม่คิดจะไปทำงานในนาจริง ๆ หิ้วจอบเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็เลี้ยวไปทางอื่น ตั้งใจจะไปหาเพื่อนตัวแสบ
เวลานี้ พวกชายชราหญิงชราที่กำลังนั่งแทะเมล็ดแตงโมอยู่ใต้ต้นไหวบังเอิญเห็นเหตุการณ์เข้า ต่างก็จุปาก
“โอ๊ยตายแล้ว พวกเธอยังไม่เห็นอีกเหรอ สวีอันกั๋วคิดจะเลียนแบบพี่ชายคนโตทำธุรกิจ ตะโกนเสียงดังว่ารับซื้อของเก่า ๆ ตะโกนอยู่ตั้งครึ่งค่อนวัน สุดท้ายไม่ได้ของมาสักชิ้น!”
“กองเศษทองแดงเศษเหล็กบ้านสกุลหลี่ตรงหัวหมู่บ้านฝั่งตะวันออกนั่น สวีเซิ่งขนไปตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว พอสวีอันกั๋วไปถึงบ้านเขา อีกฝ่ายก็บอกว่าขายหมดแล้ว น่าอับอายไหมล่ะ?”
ฝูงชนพากันหัวเราะครืน
“ฉันได้ยินมานะ” ป้าคนหนึ่งขยับเข้ามาใกล้อย่างลึกลับ “สวีอันกั๋วยังแย่งกระป๋องเหล็กกับเด็กคนหนึ่งด้วย แม่เด็กถือไม้กวาดไล่ตีเขาไปครึ่งถนนเลย!”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ—”
……
บ้านสวีเซิ่ง อยู่ทางหัวหมู่บ้านฝั่งตะวันออก
สวีเซิ่งนั่งอยู่ริมเตียงเตา มือกำธนบัตรใบย่อยปึกหนึ่งแล้วนับทีละใบ
