หวังชุ่ยเหลียนได้ยินคำพูดนั้นก็ร้อนใจขึ้นมาทันที
“อะไรนะ? แกพูดว่าอะไรนะ?”
“พี่ใหญ่คนเนรคุณของแกนั่น รวยขึ้นมาจริง ๆ เหรอ? แกสืบข่าวมาผิดหรือเปล่า?”
สวีอันกั๋วพูดอย่างกระตือรือร้นว่า
“แม่! เรื่องจริงแท้แน่นอนครับ! เช้ามืดวันนี้ผมตามเขาไป เห็นกับตาว่าเขากับพี่สะใภ้เข้าไปในไซต์ก่อสร้างในเมือง!”
สวีอันกั๋วเริ่มเล่าเติมสีตีไข่ ราวกับตอนนั้นตัวเองนอนหมอบอยู่ใต้รถเข็นของสวีเซิ่ง คอยแอบฟังทุกอย่างอยู่
“ผมหาไซต์ก่อสร้างนั่นอยู่นานกว่าจะเจอ พอถามยาม เขาก็บอกว่าเจ้าของไซต์เอ็นดูพี่ใหญ่ผมมาก!”
“ผมยังได้ยินมาด้วยว่าวันนี้พี่ใหญ่ลากรถเข็นไปก็เพื่อขนของ! ของพวกนั้นพอเอาไปขายต่อ อย่างน้อยก็ได้เงินเท่านี้!”
สวีอันกั๋วยกมือทั้งสองข้างขึ้น
“สิบหยวนเหรอ?!” หวังชุ่ยเหลียนสูดลมหายใจเฮือก
สวีอันกั๋วเบ้ปาก “แม่ครับ ใจกล้าหน่อยได้ไหม? หนึ่งร้อย! อย่างน้อยก็หนึ่งร้อยหยวน!”
“โอ๊ย แม่เจ้าโว้ย!”
หวังชุ่ยเหลียนเดือดดาลขึ้นมาทันที สวีเซิ่งตัวดีนั่น หลายวันมานี้กินอยู่ที่บ้านไปไม่ใช่น้อย วันนี้ยังจะหาเงินได้อีกหนึ่งร้อยหยวน? นี่เขาไปปล้นโรงรับจำนำมาหรือไง?
สวีอันกั๋วทำหน้าเหมือนน้อยใจ “นั่นน่ะสิครับแม่! แม่ว่าพี่ใหญ่ทำแบบนี้ได้ยังไง? พวกเราต่างหากถึงจะเป็นครอบครัวเดียวกัน! ตอนนี้เขารวยแล้ว ก็ไม่ยอมรับญาติยากจนอย่างพวกเราแล้วเหรอ? ใจดำเกินไปแล้ว!”
เขาดึงแขนเสื้อหวังชุ่ยเหลียนแล้วเริ่มออดอ้อนเรียกความสงสาร “แม่ครับ ลองดูผมสิ อายุยี่สิบแล้ว ยังไม่มีเสื้อผ้าใหม่ดี ๆ สักชุด เวลาออกไปข้างนอกก็โดนคนหัวเราะเยาะ”
