ขนของขึ้นรถกันจนฟ้ามืด
พอขนกล่องทั้ง 100 ใบขึ้นรถครบแล้ว รถต้าเจี่ยฟ่าง 2 คันกับรถแทรกเตอร์เดินตาม 3 คันก็จอดเรียงเป็นแถวอยู่กลางลาน หันหัวรถไปทางปากหมู่บ้านทั้งหมด
ที่หัวรถยังผูกผ้าแพรสีแดงไว้ด้วย ตาเนี้ยหลี่เป็นคนผูกตั้งแต่เช้าตรู่ บอกว่าเอาฤกษ์เอาชัย
เสิ่นหงเสียกับอู๋จิ่งซานตรวจรายการกับรถคันสุดท้ายอีกรอบ เซ็นชื่อ แล้วส่งเอกสารให้หลิวต้าจู้
“ระวังระหว่างทางนะ” สวีเซิ่งเดินเข้าไปตบไหล่หลิวต้าจู้เบา ๆ “ฝนตกในอำเภอแล้ว ขับช้า ๆ ไม่ต้องรีบ”
“พี่เซิ่ง สบายใจได้” หลิวต้าจู้ยัดเอกสารใส่กระเป๋าด้านใน “ทั้งชีวิตผมไม่เคยขนของมีค่าขนาดนี้มาก่อน ไม่กล้าขับเร็วหรอก”
“พอถึงเมืองเอกแล้ว ไปหาเลขาโจว เขาจะพาพวกนายไปที่โกดัง”
“ได้ครับ”
รถต้าเจี่ยฟ่างคำรามติดเครื่องขึ้นมา เสียงแตรลากยาวดังสนั่น
ขบวนรถค่อย ๆ เคลื่อนออกจากหมู่บ้านไปตามถนนดิน
คนทั้งหมู่บ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่พากันออกมาดู หญิงชราอุ้มหลานยืนอยู่หน้าประตู ชี้ไปที่ขบวนรถแล้วบอกเด็ก ๆ ว่า “ดูสิ นี่รถของหมู่บ้านเรา”
เด็ก ๆ วิ่งตามรถไปตามสองข้างทาง พลางตะโกนไปด้วยว่า “รถต้าเจี่ยฟ่าง! รถต้าเจี่ยฟ่าง!”
สวีเซิ่งยืนอยู่ริมลาน มองขบวนรถที่แล่นไกลออกไป ผ้าแพรสีแดงปลิวอยู่บนหัวรถ ไกลออกไปเรื่อย ๆ จนลับตา
……
พอขบวนรถออกไป สวีเซิ่งก็หันกลับเข้าไปที่จุดรับฝากขาย
ในลานของจุดรับฝากขาย จ้าวเถียะค้างจัดโต๊ะสี่เหลี่ยมไว้ 3 ตัวเรียบร้อยแล้ว
โต๊ะทั้งสามเป็นโต๊ะแปดเซียนแบบเก่า ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขาโต๊ะหนาจนเอาไปทำเสาประตูได้
