ซ่งโย่วหนิงเห็นสภาพของทั้งสามคนในตอนนี้เช่นกัน
หมิงอี๋ยืนคั่นอยู่ตรงกลาง
คุณโจวจับมือหมิงอี๋ไว้ ส่วนน้องชายของคุณโจวก็ฉุดรั้งเธออยู่อีกข้าง
ซ่งโย่วหนิงนึกถึงเรื่องทั้งหมดที่ตัวเองประสบพบเจอในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา
ไม่สิ
เรื่องพวกนี้เริ่มมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
คนในอินเทอร์เน็ตด่าเธอว่าเป็นมือที่สาม พ่อแม่ของเธอก็ซักถามเอาความ
ในกลุ่มมหาวิทยาลัย เธอยิ่ง “โด่งดัง” ไปทั่ว แถมเมื่อครู่ยังถูกตำรวจสอบปากคำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่ว่าเธอจะอธิบายอย่างไรว่าไม่ได้ขโมยของ ทุกคนก็ไม่เชื่อ
เส้นประสาทที่ขึงตึงอยู่ในใจซ่งโย่วหนิงแทบจะขาดผึงมานานแล้ว
และในวินาทีนี้มันก็ขาดสะบั้นลงอย่างสิ้นเชิง
“คุณโจว เป็นเธอค่ะ”
ซ่งโย่วหนิงรู้ดีว่าถ้าไม่แก่งแย่ง ไม่ต่อสู้ ก็ไม่มีวันได้อะไรมา
หมิงอี๋เป็นฝ่ายทำร้ายเธอก่อน
ถ้าอย่างนั้นก็อย่ามาโทษเธอที่โต้กลับ
ซ่งโย่วหนิงเดินไปข้างกายโจวปิ่งเชียน ยื่นมือไปดึงแขนเสื้อเขาไว้ มืออีกข้างชี้ไปทางหมิงอี๋ บนใบหน้ามีคราบน้ำตาน่าสงสารประดับอยู่
“เธอใส่ร้ายฉันค่ะ คุณโจว เธอกลั่นแกล้งฉัน ฉันไม่ได้ขโมยสร้อยของเธอเลย แต่เธอกลับไล่ฉันออกมา แถมยังโยนข้าวของของฉันทิ้งหมด”
มีเพียงหมิงอี๋ที่เข้าใจความน้อยเนื้อต่ำใจในใจซ่งโย่วหนิงได้ดีที่สุด
แต่เรื่องนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
“แล้วยังมีโพสต์พวกนั้นในอินเทอร์เน็ตอีกค่ะ คุณโจว คนพวกนั้นด่าฉัน แล้วยังด่าคุณไปด้วย บอกว่าเราเป็นผู้ชายสารเลวกับผู้หญิงแพศยา”
ซ่งโย่วหนิงปักใจไปแล้วว่าเรื่องนี้ก็เป็นฝีมือหมิงอี๋เช่นกัน แต่เธอไม่มีหลักฐาน
เพราะฉะนั้นตอนนี้เธอจึงไม่ได้กล่าวหาหมิงอี๋ตรง ๆ แค่พร่ำรำพันทั้งน้ำตา
“ฉันรู้ค่ะว่าหมิงอี๋แค้นฉันเพราะฉันคบกับคุณ เธอไล่ฉันออกมา ฉันเข้าใจได้ แต่ฉัน... ฉันไม่ใช่มือที่สามจริง ๆ นะคะ”
