เป็นภรรยากันแล้ว หมิงอี๋ถึงได้ทำใจยอมรับอย่างยากลำบาก แต่เธอกลับจงใจไม่ยอมให้เขาสวม
ทว่าซางจิ้นเหยียนกลับอดทนได้อย่างเหลือเชื่อ
แสงสีเหลืองนวลในห้องน้ำสาดกระจาย ไอน้ำทำให้กระจกพร่าเลือนอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปนานมาก หมิงอี๋ก็เอ่ยเสียงกระเง้ากระงอดขึ้นมา
“ซางจิ้นเหยียน คุณเป็นเต่านินจาหรือไง?”
“เต่าอะไร?”
ซางจิ้นเหยียนจุมพิตแก้มภรรยา ก่อนจะอุ้มเธอขึ้นมา
แสงจากนอกหน้าต่างลอดเข้ามา บนท้องฟ้ามืดสนิทมีดวงดาวดวงหนึ่งพุ่งทะลุม่านราตรี ทิ้งหางยาวเป็นทาง ผู้คนเรียกมันว่าดาวตก
……
เมื่อแสงอรุณสาดทั่วสนามหญ้าเขียวขจี ภายในคฤหาสน์ถานกง ชานเมืองฝั่งตะวันตกของฉางหนิง
ซางเจ้าชิงกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร
“ผ่านไปครึ่งเดือนกว่าแล้ว จิ้นเหยียนรู้ตัวว่าผิดหรือยัง?”
เลขานุการก้มตัวเล็กน้อย สีหน้าเคร่งขรึม “ประธานกรรมการครับ คุณชายเข้าซื้อหุ้นหมุนเวียนของทุนเซิ่งเหิงไปแล้ว 12%”
มือที่ซางเจ้าชิงถือถ้วยชะงักกึก ก้นถ้วยกาแฟกระทบโต๊ะเบา ๆ ส่งเสียงดังแผ่วหนึ่งครั้ง
“ทุนเซิ่งเหิงงั้นหรือ? นั่นเป็นช่องทางถือหุ้นภายนอกสำคัญที่ฉันใช้ถ่วงดุลคณะกรรมการบริษัท เขาไปหาหุ้นมาจากไหน?”
“คุณชายติดต่อผู้ถือหุ้นรายย่อยหลายคนล่วงหน้าครับ ส่วนการซื้อขายหุ้นรายย่อยในตลาดรองมีความเคลื่อนไหวไม่มาก ตอนนั้นพวกเราเลยไม่ทันสังเกต”
พอเขาพูดจบ เกาหลานจือที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็ตบโต๊ะ “มิน่าคนโบราณถึงว่าแต่งเมียแล้วลืมแม่ ตอนนี้จิ้นเหยียนคิดจะแย่งอำนาจตัดสินใจในบริษัทเพื่อหมิงอี๋หรือ?”
“เมื่อก่อนให้เขารับช่วงต่อบริษัทก็ไม่เอา ตอนนี้กลับเริ่มวางแผนเล่นงานพวกเราแล้ว”
