แม้จะดูจากรอยเท้าแล้วรู้ว่าคนที่มาคือยุวปัญญาชนหญิงสองคน เสิ่นฉีอวิ๋นก็ยังรีบล้างมือ ล้างโคลนที่เปื้อนตัวออก ก่อนจะผลักประตูห้องเปิดออก
กู้เฉาซีชะเง้อมองไปด้านหลังเขาด้วยความสงสัย “กลับมาแล้วเหรอ?”
เสิ่นฉีอวิ๋นขานรับเบา ๆ แล้วเบี่ยงตัวเล็กน้อย เผยให้เห็นไก่ป่าที่กำลังกระพือปีกอยู่ในลานบ้าน ดวงตากู้เฉาซีพลันเป็นประกาย ดูท่าว่าคืนนี้ในที่สุดก็จะได้กินของดี ๆ สักหน่อย
ซูอวี่ฉิงมองไปอย่างอยากรู้อยากเห็น อยากเห็นว่าผู้ชายคนนี้หน้าตาเป็นอย่างไร
กู้เฉาซีเป็นยุวปัญญาชนหญิงคนแรกในกลุ่มที่แต่งงานกับคนชนบท ตอนแรกเธอรู้สึกเสียดายแทนอยู่ไม่น้อย
ใครจะคิดว่าเสิ่นฉีอวิ๋นจะหล่อเหลาเอาการ รูปร่างสูงใหญ่ ไหล่และแผ่นหลังตั้งตรง บุคลิกโดดเด่น
“ตาถึงนี่นา” ซูอวี่ฉิงลดเสียงลง กระซิบข้างหูกู้เฉาซีพลางชูนิ้วโป้งให้
จางอวิ๋นโหรวเองก็แปลกใจอยู่บ้าง ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งรู้สึกว่าเสิ่นฉีอวิ๋นไม่เหมือนคนธรรมดา ความเสียดายเรื่องที่กู้เฉาซีแต่งงานก็ลดน้อยลง อย่างน้อยตอนเห็นคนตกน้ำ เขาก็ยังยื่นมือเข้าช่วย
พอเสิ่นฉีอวิ๋นเข้ามา ห้องก็พลันดูคับแคบลง เขาไม่พูดอะไร เพียงมองกู้เฉาซี จิ้งจอกน้อยไม่รู้ว่าไปขายอะไรมาอีก ดูท่าทางอารมณ์ดีไม่น้อย
จางอวิ๋นโหรวกับซูอวี่ฉิงรีบบอกลา แม้เสิ่นฉีอวิ๋นจะไม่ได้พูดอะไร แต่สีหน้าเย็นชาของเขาราวกับกำลังรำคาญที่พวกเธอเกะกะ
“อยู่กินข้าวเย็นก่อนสิ น้องสามเพิ่งล่าไก่ป่ากับกระต่ายมาได้” แม่เสิ่นรีบเอ่ยชวน ปากก็ต้องพูดตามมารยาทสักหน่อย
