วันรุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์ เจียงไป๋ชางจึงไม่ออกไปไหนตลอดทั้งเช้า เขาทำงานอยู่ในห้องหนังสือ ก่อนจะไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์บนโซฟา เห็นได้ชัดว่าเขาตั้งใจขัดขวางไม่ให้เจียงหลีโม่ไปตระกูลจ้านด้วยกันในวันนี้
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น เจียงหลีโม่ก็หลบเข้าไปในห้อง โทรหาจ้านฉุนอวี่ น้องชายของจ้านเยี่ยนเซิน
ถ้าทั้งสองตระกูลจำเป็นต้องเกี่ยวดองกันจริง ๆ
เธอก็เลือกเกี่ยวดองกับจ้านฉุนอวี่ นักศึกษาหนุ่มที่กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยได้
อย่างไรเสียก็เป็นลูกชายของตระกูลจ้านเหมือนกัน
หลังจากบอกเหตุผลที่โทรมาให้จ้านฉุนอวี่ฟัง เจียงหลีโม่ก็พูดต่ออย่างกระดากอายว่า “เรื่องนี้ไม่ได้ช่วยแค่ฉันนะ แต่ยังช่วยพี่ชายของเธอด้วย ฉุนอวี่ เธอช่วยพวกเราได้ไหม?”
จ้านฉุนอวี่เงียบไปนาน ก่อนจะถามว่า “พี่หลีโม่รู้เบอร์โทรศัพท์ของผมได้ยังไงครับ?”
เจียงหลีโม่สะดุ้งวาบ!
ชาติที่แล้วเขาเป็นน้องสามีของเธอ บางครั้งคุณนายจ้านจะให้เธอไปรับเขาที่มหาวิทยาลัย หรือไม่ก็ให้เอาเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนไปส่งให้ฉุนอวี่ เธอจึงจำเบอร์โทรศัพท์ของเขาได้ขึ้นใจ แต่ตอนนี้จ้านฉุนอวี่เรียนมัธยมปลายอยู่ต่างมณฑล พอกลับมาไห่เฉิงตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็เปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ ระหว่างนั้นทั้งคู่ไม่เคยเพิ่มเบอร์ติดต่อกันเลย
“ฉัน... ฉันถามคนอื่นถึงได้รู้มา”
เธอไม่ได้บอกว่าคนคนนั้นเป็นใคร
“ได้ไหม?”
จ้านฉุนอวี่ตอบว่า “ถ้าช่วยพี่ชายกับพี่หลีโม่ได้ ผมยินดีอยู่แล้วครับ”
เจียงหลีโม่ถอนหายใจโล่งอก ฉุนอวี่เป็นคนคุยง่ายมาแต่ไหนแต่ไร
ไม่รู้ว่าจะดีกว่าจ้านเยี่ยนเซินตั้งกี่เท่า
“แต่พี่ชายผมรู้เรื่องไหมครับ?”
เจียงหลีโม่ตอบเสียงเรียบว่า “เขาคงไม่สนใจหรอก เขาคงอยากสลัดตัวปัญหาอย่างฉันให้พ้นตัวเต็มที...”
ปลายสายเงียบไปหลายวินาที คล้ายกับคิดว่าเธอดูถูกตัวเองเกินไป จึงพูดว่า “...ผมเชื่อพี่ครับ”
“ถ้าอย่างนั้น วันนี้เสี่ยวอวี่อยู่บ้านไหม?”
“อยู่ครับ”
หลังวางสาย เจียงหลีโม่ก็อารมณ์ดีไม่น้อย คำแนะนำเหลวไหลของเธอ จ้านฉุนอวี่กลับยอมรับเสียอย่างนั้น
