หลังกลับถึงบ้านตระกูลเจียง เจียงหลีโม่ก็พูดกับพ่อแม่อย่างตรงไปตรงมา “พ่อคะ แม่คะ หนูไม่ชอบจ้านเยี่ยนเซินแล้ว เรื่องหมั้นหมายกับเขาก็ยกเลิกเถอะค่ะ”
“เป็นเพราะเมื่อครู่เยี่ยนเซินเมินลูกหรือเปล่า?” พ่อของเจียงหลีโม่ฟังแล้วไม่ได้โกรธ เพียงบอกว่าจ้านเยี่ยนเซินกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ การที่เขาเสียมารยาทกับพวกเขาก็พอเข้าใจได้
“คนที่เขาคุยโทรศัพท์ด้วยเป็นผู้หญิงค่ะ พวกเขากำลังจะคบกันแล้ว”
พ่อกับแม่ของเจียงหลีโม่ได้ยินแล้วก็พากันตกตะลึง
แต่เรื่องนี้เป็นเพียงการคาดเดา เจียงไป๋ชางจึงไม่ได้ถามอะไรมาก เพียงตบหลังมือลูกสาวเบา ๆ แล้วบอกว่า “อย่าคิดมากเลย”
วันต่อมา เจียงเฉินได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน จึงเป็นฝ่ายมาหาเจียงหลีโม่
“เสี่ยวหลี เธอไม่ใช่ชอบจ้านเยี่ยนเซินมากหรอกเหรอ? ทำไมจู่ ๆ ถึงประชดพ่อกับแม่ว่าตัวเองไม่ชอบเขาแล้วล่ะ”
ในใจเจียงหลีโม่เจ็บแปลบ “พี่...”
เมื่อนึกถึงการตายอย่างน่าสลดของเจียงเฉินในชาติก่อน ขอบตาของเจียงหลีโม่ก็แดงก่ำ เธอพุ่งเข้าไปกอดพี่ชายทันที
เห็นน้องสาวทำท่าจะร้องไห้ เจียงเฉินก็ยิ่งเข้าใจผิด คิดว่าเธอไปเจอเรื่องผิดหวังกับจ้านเยี่ยนเซินมาและกำลังเสียใจ เขาลูบศีรษะเธอเบา ๆ “กลัวว่าตัวเองจะเอาจ้านเยี่ยนเซินไม่อยู่หรือ? ไอ้หมอนั่นน่ะ...แม้แต่พ่อแม่ของเขายังทำอะไรไม่ได้เลย”
เจียงเฉินหัวเราะแล้วพูดว่า “แต่พี่ยังอยู่นี่ไง พี่จะช่วยสร้างโอกาสให้เธอเอง กลัวอะไรล่ะ...”
เจียงหลีโม่ฟังออกว่าในน้ำเสียงของพี่ชายมีทั้งความชื่นชมจ้านเยี่ยนเซินและความเอ็นดูที่มีต่อตน แตกต่างจากตอนที่ตระกูลเจียงถูกทำลายจนย่อยยับในภายหลัง แล้วเขาด่าจ้านเยี่ยนเซินว่า “แกต้องตายไม่ดีแน่” อย่างสิ้นเชิง
“พี่...” เจียงหลีโม่รู้สึกขมขื่นใจ กอดเจียงเฉินแน่นพลางส่ายหน้าไม่หยุด “หนูไม่รักเขาแล้ว ไม่รักเลยสักนิด ขอร้องล่ะ หนูไม่อยากแต่งงานแล้ว หนูแค่อยากอยู่กับครอบครัวไปตลอด ไม่แต่งงานกับใครทั้งนั้น”
“เสี่ยวหลี?” เจียงเฉินชะงักไปเล็กน้อย
“พี่ หนูไม่ได้ประชดนะคะ หนูไม่ชอบจ้านเยี่ยนเซินจริง ๆ เขาไม่คู่ควรกับความรักของหนู”
เจียงเฉินฟังแล้วไม่ได้แสดงความเห็น
หลายครั้งเจียงหลีโม่ก็เคยโกรธจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กระทืบเท้าพูดว่าจะไม่ชอบจ้านเยี่ยนเซินอีกแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังเป็นฝ่ายเข้าไปเกาะติดเขา กลายเป็นแฟนคลับตัวน้อยของจ้านเยี่ยนเซินอยู่ดี ดังนั้นคำพูดในวันนี้ของเธอจึงไม่ได้ทำให้เจียงเฉินเก็บมาใส่ใจ
“เดือนหน้าก็เรียนจบแล้ว หลังเรียนจบอยากทำอะไร?”
นี่ก็เป็นเรื่องที่เจียงหลีโม่อยากคุยกับพี่ชายในวันนี้ เธอเงยหน้าขึ้นแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “พี่ หนูอยากเข้าทำงานที่เจียงเซิ่งค่ะ”
“หืม?” เจียงเฉินหัวเราะ แล้วแกล้งถามว่า “ไม่แต่งงานกับจ้านเยี่ยนเซินแล้ว แต่จะเข้าบริษัทของครอบครัวแทนเหรอ?”
เจียงเฉินคิดว่าเธอคงอยู่ในบริษัทไม่ถึงสามวันก็หนีกลับมาแล้ว
“พี่ หนูพูดจริงนะคะ” เจียงหลีโม่กำมือเจียงเฉินแน่นขึ้น
เจียงเฉินรู้สึกว่าวันนี้น้องสาวคนเล็กดูไม่เหมือนเดิมอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
“ได้ พี่ตามใจเธอ” เจียงเฉินเพียงรับปากไปอย่างนั้น ในใจคิดว่า วันนี้เจียงหลีโม่อยากเข้าบริษัท พรุ่งนี้ก็อาจเปลี่ยนใจไม่อยากเข้าแล้วก็ได้ ความคิดของเธอเปลี่ยนแปลงไปตามความชอบหรือไม่ชอบของจ้านเยี่ยนเซิน
เจียงหลีโม่ดีใจมากที่พี่ชายรับปาก
ชาติก่อน จี้เนี่ยนกลายเป็นผู้ช่วยคนสนิทระดับแนวหน้าของจ้านเยี่ยนเซิน เป็นหญิงสาวผู้มีพรสวรรค์ที่มีชื่อเสียงในไห่เฉิง อีกทั้งยังเป็นผู้ช่วยสาวที่คอยปรนนิบัติเขาถึงบนเตียง เธอคลุกคลีอยู่ในทีมของจ้านเยี่ยนเซินทุกวัน ผู้คนรอบข้างต่างเคารพเธอ มองว่าเธอคือผู้หญิงตัวจริงของจ้านเยี่ยนเซิน
ส่วนเธอซึ่งเป็นถึงคุณนายจ้านกลับไม่มีใครไยดี
ตอนจ้านเยี่ยนเซินจะหย่ากับเธอ ทุกคนต่างเห็นด้วยอย่างยิ่ง ถึงอย่างไรความรักที่คอยเกื้อหนุนกันและเติบโตไปด้วยกันย่อมมีค่ากว่าการแต่งงานทางธุรกิจที่มีกลิ่นเงินทองคละคลุ้ง พวกพ้องของเขา รวมถึงแกนหลักด้านเทคนิคในทีม ต่างคิดว่าจ้านเยี่ยนเซินถูกบังคับให้จดทะเบียนสมรสกับเจียงหลีโม่ ถึงขั้นเห็นใจที่เขาต้องผ่านชีวิตแต่งงานเช่นนั้นมา
ชาตินี้ เจียงหลีโม่จะไม่มีวันก้าวเข้าสู่ชีวิตแต่งงานกับจ้านเยี่ยนเซินอีก
เพียงแต่ข้อตกลงระหว่างคนรุ่นก่อนของตระกูลเจียงกับตระกูลจ้านยังเป็นปัญหาอยู่
เธอต้องหาโอกาสยกเลิกการหมั้นหมายนี้ให้ได้
……
หลังกลับถึงบ้าน เจียงหลีโม่ก็ลบรูปทั้งหมดในโทรศัพท์ที่มีเธอสวมสร้อยข้อมือหินโรสควอตซ์ทันที
แม้แต่โทรศัพท์ของเจียงเฉินก็ไม่เว้น เธอตรวจดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้แน่ใจว่าไม่มีรูปไหนหลงเหลือ ก่อนจะคืนโทรศัพท์ให้เขา
เธอมีสร้อยข้อมืออยู่หลายเส้น และไม่ค่อยได้ใส่เส้นหินโรสควอตซ์นั้น ยิ่งเวลาไปงานเลี้ยงกับจ้านเยี่ยนเซินก็ไม่เคยใส่เลย มีเพียงตอนไปทะเลเท่านั้นที่เคยใส่อยู่สองครั้ง
เจียงหลีโม่ไล่ดูหน้าโซเชียลของคนรู้จักอยู่หลายคน ก็ไม่พบสร้อยข้อมือเส้นนี้
คราวนี้เธอถึงได้วางใจอย่างสิ้นเชิง
แต่เธอยังคงติดใจที่ของของเธออยู่ในมือเขา คิดไปคิดมาก็รู้สึกว่าควรเอาสร้อยข้อมือกลับคืนมา
……
ไม่นานโอกาสก็มาถึง
คุณนายจ้านชวนเจียงหลีโม่ไปกินข้าวที่บ้านตระกูลจ้าน เธอตอบตกลงทันที
คฤหาสน์ตระกูลจ้านกว้างใหญ่ เจียงหลีโม่เคยมาที่นี่หลายครั้ง แม้แต่ชาติก่อนหลังแต่งงานกับจ้านเยี่ยนเซิน เธอก็อาศัยอยู่ที่นี่มาตลอด จึงคุ้นเคยกับสถานที่เป็นอย่างดี
พวกคนรับใช้ต่างรู้จักเธอ พอเห็นเธอมาถึงก็ทักทายอย่างนอบน้อม “คุณหนูเจียง...”
คุณนายจ้านลงมาเห็นเจียงหลีโม่ก็ยินดีมาก จับมือเธอไว้อย่างอ่อนโยนแล้วพูดว่า “เสี่ยวหลี เยี่ยนเซินอยู่ในห้องหนังสือ ฉวนโจวก็อยู่ด้วยเหมือนกัน ไปคุยกับพวกเขาสักหน่อยนะ อีกเดี๋ยวก็ได้กินข้าวแล้ว”
คุณนายจ้านมักฉวยโอกาสจับคู่จ้านเยี่ยนเซินกับเจียงหลีโม่อยู่เสมอ เจียงหลีโม่ไม่อยากเจอจ้านเยี่ยนเซิน แต่วันนี้เธออยากเอาสร้อยข้อมือเส้นนั้นกลับมา จึงตอบรับอย่างอ้อม ๆ ว่า “ค่ะ”
คุณนายจ้านมองตามเธอขึ้นไปชั้นบน รู้สึกว่าวันนี้เจียงหลีโม่ยังคงพูดน้อยเหมือนคราวก่อน อาจจะทะเลาะกับเยี่ยนเซินมา แต่เธอคิดว่าเจียงหลีโม่รักเยี่ยนเซินมากขนาดนั้น พอทั้งสองได้คุยกันสักพักก็ต้องคืนดีกันแน่นอน
เจียงหลีโม่เพิ่งขึ้นมาถึงหน้าห้องหนังสือ ก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำดังออกมาจากข้างใน
“ไม่นึกเลยว่าคุณหนูจี้จะช่วยชีวิตนายในเวลาแบบนี้ แล้วนายจะตอบแทนเธอยังไงล่ะ?”
“ยอมมอบกายให้ดีไหม?” นั่นคือเสียงใสกังวานของจ้านเยี่ยนเซิน
“แค่นี้ก็หวั่นไหวแล้วเหรอ?” กู้ฉวนโจวชะงักไปด้วยความประหลาดใจ ก่อนถามว่า “แล้วเจียงหลีโม่ล่ะ?”
“คุณหนูที่ถูกเลี้ยงมาอย่างทะนุถนอมแบบเธอ ไม่ใช่ผู้หญิงในแบบที่ฉันชอบ”
พอได้ยินจ้านเยี่ยนเซินพูดเช่นนี้ หัวใจเจียงหลีโม่ก็บีบรัดจนเจ็บปวด แต่เธอไม่ได้เสียใจมากนัก อย่างไรเสียการรักเขาก็เป็นเรื่องของชาติก่อนแล้ว
สิ่งที่ทำให้เธอตกใจยิ่งกว่าคือ ช่วงหลายวันนี้เธอเคยคิดเหมือนกันว่า สุดท้ายใครกันแน่ที่แอบอ้างเอาความดีความชอบไป...
จะเป็นซ่งชิงเวย ดาราดังแห่งอนาคต หรือจี้เนี่ยน?
จนกระทั่งได้ยินคำพูดนี้ในวันนี้ เจียงหลีโม่ก็แน่ใจแล้วว่าเรื่องนี้—
เป็นจี้เนี่ยนอีกแล้ว
ดูเหมือนว่าแม้เธอจะเข้าไปพัวพันด้วย แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง
จี้เนี่ยนช่างเป็นคนที่ฟ้าลิขิตมาให้โชคดีจริง ๆ!
……
วันนี้เจียงหลีโม่มาเอาสร้อยข้อมือ พอได้ยินถึงตรงนี้ก็ไม่อยากฟังต่อ จึงหันหลังเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ
ระหว่างที่จ้านเยี่ยนเซินยังอยู่ในห้องหนังสือ เจียงหลีโม่ก็แอบย่องเข้าไปในห้องนอนของเขา เปิดลิ้นชักทีละช่องเพื่อตรวจดู แต่ในลิ้นชักไม่มี ในตู้ก็ไม่มี แม้แต่ใต้หมอนก็ยังไม่มี
เธอทำอะไรอย่างละเอียดรอบคอบ ทุกจุดที่แตะต้องไปล้วนจัดกลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว
สุดท้ายสายตาของเจียงหลีโม่ก็ตกลงบนตู้เซฟ สร้อยข้อมือเส้นเดียวคงไม่ถึงกับถูกเก็บไว้ในตู้เซฟหรอกมั้ง?
อีกความเป็นไปได้คือ จ้านเยี่ยนเซินอาจ “คืน” มันให้จี้เนี่ยนไปแล้ว
คิดได้อย่างนี้ เจียงหลีโม่ก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องค้นต่อ ต่อให้หาเจอแล้วจะทำอย่างไร? ถ้าหายไปโดยไร้ร่องรอยต่างหากถึงจะยิ่งน่าสงสัย
คิดได้ดังนั้น เธอกำลังจะออกจากห้อง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกประตู
เจียงหลีโม่ใช้ชีวิตคู่กับจ้านเยี่ยนเซินมาหลายปี ย่อมฟังออกว่าเสียงฝีเท้าหนักแน่นและไม่รีบร้อนนั้นเป็นของเขา และกำลังมุ่งหน้ามาทางห้องนอน
เจียงหลีโม่ร้อนใจ กวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วรีบหลบเข้าไปในตู้เสื้อผ้า
โชคดีที่เธอคุ้นเคยกับที่นี่ พื้นที่ในตู้เสื้อผ้ากว้างพอจะซ่อนคนอย่างเธอได้ตั้งหลายคน!
แต่พอเจียงหลีโม่เข้าไปหลบข้างใน ก็ได้กลิ่นอายผู้ชายของจ้านเยี่ยนเซินอบอวลอยู่ทั่ว ทำให้เธอทั้งหงุดหงิดทั้งใจเต้นแรง รู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว
ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ ประตูห้องก็เปิดออกเสียแล้ว
เธอได้ยินเสียงผู้ชายเดินไปทางโต๊ะเขียนหนังสือริมหน้าต่าง ไม่รู้ว่าเขาทำอะไรอยู่ จู่ ๆ ก็เดินวกกลับมาทางที่เธอซ่อนตัว
เจียงหลีโม่ยกมือปิดปาก แม้แต่ขนตาก็ไม่กล้ากะพริบ
เธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น คิดว่าผู้ชายคนนั้นคงรู้ตัวแล้วว่าเธออยู่ในนี้
เธอคิดหาเหตุผลมากมาย แต่ก็คิดไม่ออกว่าหากเขาเห็นเธออยู่ข้างในแล้ว เธอจะพูดอะไรเพื่อแก้สถานการณ์
โดยไม่รู้ตัว เหงื่อผุดซึมเต็มหน้าผากเจียงหลีโม่ เธอรู้สึกว่าวันนี้คงได้ตายจริง ๆ แน่
รู้อย่างนี้แต่แรก เธอคงไม่พาตัวเองมาตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากถึงเพียงนี้
“พี่...” โชคดีที่มีเสียงหนึ่งเรียกจ้านเยี่ยนเซินไว้ รองเท้าหนังสีดำของชายหนุ่มหยุดห่างจากเธอเพียงคืบ เจียงหลีโม่ฟังออกว่านั่นคือเสียงของจ้านฉุนอวี่ น้องชายของจ้านเยี่ยนเซินที่ยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่
“แม่เรียกให้พี่รีบลงไป กำลังจะกินข้าวแล้ว”
“อืม”
หลังจากนั้น เสียงฝีเท้าสองคู่ก็ค่อย ๆ ห่างออกไป เจียงหลีโม่ถึงได้ออกมาจากตู้เสื้อผ้าด้วยความหวาดผวา ใบหน้าซีดเผือด ขาอ่อนแรง
เธอหันกลับไปจัดเสื้อผ้าที่แขวนอยู่ให้เรียบร้อย แล้วใช้แขนเสื้อเช็ดบริเวณที่ตัวเองย่อตัวลงไป เมื่อแน่ใจแล้วว่ามองไม่ออกว่ามีคนเคยซ่อนอยู่ เจียงหลีโม่จึงลงไปชั้นล่าง
……
ถึงเวลากินข้าว ท่านจ้านไม่ได้อยู่ด้วย คุณนายจ้านซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่อาวุโสที่สุดในบ้านตอนนี้เอ่ยชวนเจียงหลีโม่ให้นั่งข้างจ้านเยี่ยนเซิน แต่ข้างเขามีกู้ฉวนโจวนั่งอยู่แล้ว เธอจึงไม่ได้เดินไปนั่งตรงนั้นเป็นพิเศษ หากเลือกนั่งข้างจ้านฉุนอวี่แทน
จ้านเยี่ยนเซินเพียงปรายตามองเธออย่างเย็นชา ไม่ได้พูดอะไร
คุณนายจ้านแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงคิดว่าทั้งสองคนคงกำลังงอนกันอยู่
แต่ก่อนต่อให้จ้านเยี่ยนเซินจะมองเธออย่างเย็นชา เจียงหลีโม่ก็ยังเลือกนั่งข้างเขาอยู่ดี
ดูเหมือนกู้ฉวนโจวจะสังเกตเห็นเรื่องนี้ด้วย เขาหันมามองเจียงหลีโม่หลายครั้ง
ในมื้ออาหารมีคุณนายจ้านกับจ้านฉุนอวี่อยู่ด้วย บรรยากาศจึงค่อนข้างดี
เจียงหลีโม่กินเสร็จก็กลับบ้านทันที เมื่อก่อนเธอยังชอบตามติดจ้านเยี่ยนเซิน คอยถามเรื่องนั้นเรื่องนี้เพื่อกระชับความสัมพันธ์ แต่ตอนนี้เธอแค่อยากกลับให้เร็วที่สุด
พอกลับถึงบ้าน เจียงหลีโม่ก็สมัครบัญชีรองบนอินเทอร์เน็ต
จากนั้นใช้บัญชีรองสั่งซื้อสร้อยข้อมือแบบเดียวกันถึง 500 เส้นด้วยเงินก้อนโต ไม่กี่วันต่อมา เธอก็หาทำเลใกล้ร้านชานมแถวมหาวิทยาลัย แล้วจัดจุดรับของฟรีขึ้นมา ได้ยินมาว่าไม่นานสร้อยข้อมือก็ถูกนักศึกษาหญิงแย่งไปจนหมด
เจียงหลีโม่ตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาด ถึงได้ถอนหายใจโล่งอก
