สองวันต่อมา เจียงหลีโม่อยู่บ้านเตรียมตัวสำหรับวันเปิดงาน รอเพียงวันทำงานวันแรกหลังปีใหม่มาถึง
วันที่ 8 เดือนหนึ่งตามปฏิทินจันทรคติ เป็นวันแรกที่เจียงเซิ่งเปิดทำการ
เจียงหลีโม่กับเจียงเฉินมาถึงบริษัทตั้งแต่เช้า แต่จนสิบโมงแล้ว พนักงานสองคนที่มีชื่ออยู่ในรายชื่อก็ยังไม่มาทำงาน
เจียงหลีโม่ทอดสายตามองถนนด้านล่างผ่านหน้าต่าง รถราวิ่งขวักไขว่ ความคิดในใจยุ่งเหยิง
ไม่แปลกเลยที่เจียงเซิ่งจะต้องล้มละลาย
คนเก่าแก่บางคนกลับเห็นบริษัทเป็นบ้านพักคนชราไปแล้ว
เจียงเฉินก็คิดเช่นเดียวกัน เขาคอยก้มมองนาฬิกาข้อมือเป็นระยะ สีหน้าแฝงความหงุดหงิดอยู่ราง ๆ
แต่เขายังไม่ทันได้ระเบิดอารมณ์ หวังเหล่ย รองผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์แบรนด์ก็เดินออกมาจากห้องประชุมแล้วถามอย่างหงุดหงิดว่า “จะประชุมกันหรือเปล่า คุณชายเจียงจะให้พวกเรานั่งรออยู่ในสำนักงานไปถึงเมื่อไรกัน!”
ชายวัยกลางคนผู้นี้อายุ 45 ปี เป็นญาติห่าง ๆ ทางบ้านเดิมของโจวโหย่วถัง ตั้งแต่แรกเริ่ม เขามีฐานะยากจน ต้องพาครอบครัวมาที่ไห่เฉิงและไปขอความช่วยเหลือจากตระกูลเจียง จนถึงตอนนี้กลับมีทั้งรถและบ้าน เข้าออกคลับหรู สั่งแพ็กเกจพักฟื้นส่วนตัวเป็นประจำ แถมยังใช้เงินมือเติบ
“รอคนมาครบแล้วค่อยประชุม” เจียงเฉินกระตุกมุมปาก ยิ้มบาง ๆ อย่างเย็นชา
ไม่ผิดจากที่คาด หวังเหล่ยก็เป็นหนึ่งในคนที่ถูกเลิกจ้างเช่นกัน
ตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของเจียงเฉินก็ดังขึ้น
เขาเหลือบมอง ก่อนจะรับสายอย่างรวดเร็ว
เป็นพนักงานต้อนรับโทรมาแจ้งว่าพนักงานสองคนสุดท้ายมาถึงไล่เลี่ยกันแล้ว
เจียงเฉินเหลือบมองนาฬิกาข้อมือแล้วหัวเราะเยาะ สิบโมงสิบห้านาที มาทำงานเพื่อรอกินมื้อกลางวันโดยเฉพาะหรือไง?
เจียงเฉินเอ่ยเสียงเรียบ “บอก รปภ. ปิดประตูใหญ่”
