ลู่เจิ้งสูดหายใจลึก ก่อนกล่าวว่า “ของหมั้นที่ต้องใช้ตอนหมั้นหมาย เตรียมไว้เรียบร้อยตั้งนานแล้ว”
ลู่อี้ชวนตอบ “ถ้าอย่างนั้นก็ดี” จากนั้นก็รีบร้อนหันหลังเดินออกไป ไม่ได้การแล้ว เขาต้องไปห้างสรรพสินค้าเพื่อเลือกของให้อาหลีเพิ่มอีกสักหน่อย
ลู่เจิ้งมองลู่อี้ชวนที่เดินลิ่ว ๆ ออกไป แล้วเหลือบมองลูกชายคนโตที่ยังยืนเอ๋ออยู่
เขาสูดหายใจลึกอีกครั้ง “พรุ่งนี้พาภรรยาของแกไปด้วย พวกเราจะไปตระกูลฟู่ด้วยกัน อย่าทำให้เสียมารยาทล่ะ”
ลู่อี้หงตอบ “รู้แล้วครับ”
ไม่นานก็ถึงช่วงค่ำ ลู่อี้ชวนกลับมาพร้อมข้าวของถุงใหญ่ถุงเล็กเต็มสองมือ
ลู่อี้หงมองสภาพของลู่อี้ชวนแล้วกระตุกมุมปาก “นี่คิดจะยกห้างกลับมาทั้งห้างเลยหรือไง?”
ลู่อี้ชวนตอบ “นายจะไปรู้อะไร?”
ลู่อี้หงว่า “เออ ๆ ฉันไม่รู้หรอก รีบวางของแล้วมากินข้าวได้แล้ว”
ลู่อี้ชวนตอบ “รู้แล้ว”
ไม่นานลู่อี้ชวนก็วางของ แล้วลงมาจากชั้นบนเพื่อกินข้าว
ส่วนโจวเหม่ยอวิ๋นก้มตาลง ซ่อนความเกลียดชังในแววตาไว้ ก่อนจะเหลือบมองชามซุปข้างมือของลู่อี้ชวน แล้วรีบก้มตาลงอีกครั้ง
ไม่นานทุกคนก็กินมื้อเย็นเสร็จ ต่างแยกย้ายกลับห้องพักผ่อน
ลู่อี้ชวนไม่รู้ว่าเพราะอะไร จู่ ๆ ก็รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นเพราะวันนี้ตื่นเต้นเกินไป
เขาจึงนอนพลิกไปพลิกมาบนเตียง ทว่าความร้อนรุ่มกลับยิ่งทวีขึ้น ความหงุดหงิดแล่นพล่านอยู่ในใจจนต้องลุกไปอาบน้ำเย็น
แต่พอกลับมานอนบนเตียงได้ไม่นาน ความร้อนรุ่มนั้นก็กลับมาอีกครั้ง
