จากนั้นลู่อี้ชวนก็เห็นกลุ่มหมอกสีเหลืองห่อหุ้มวิญญาณของฟู่ชิงเหยา หนีไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เขากำลังจะตามไป ก็ได้ยินเสียง “พรวด” ดังขึ้น
กลุ่มหมอกสีเหลืองจาง ๆ ส่งกลิ่นเหม็นคาวพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของลู่อี้ชวน
กลิ่นเหม็นฟุ้งกระจาย เพียงสูดเข้าไปก็รู้สึกเวียนศีรษะ ตามมาด้วยภาพวาดอันวุ่นวายมากมายผุดขึ้นในหัว
แววตาของลู่อี้ชวนพลันเย็นเยียบ สายฟ้าปะทุขึ้นกลางฝ่ามือ เขาฟาดมันไปข้างหน้า ทันใดนั้นเสียงครืนครั่นก็ดังสนั่น
กลิ่นเหม็นจางหายไป ลู่อี้ชวนฝืนกลั้นความคลื่นเหียนอยู่ครู่ใหญ่ กว่าจะได้สติก็พบว่าวิญญาณของฟู่ชิงเหยาหายไปแล้ว
เมื่อเห็นภาพนี้ ลู่อี้ชวนก็หัวเราะเย็นชา “คิดจริง ๆ เหรอว่าหนีรอดได้?” เขามองกระดูกดำเกรียมในมือ “ต่อให้หนีไปไกลแค่ไหน ขอแค่โผล่มาอยู่ข้างหลีเอ๋อร์ ฉันก็ทำลายแกได้”
จากนั้นเขาเก็บกระดูกชิ้นนั้นลงในแหวนมิติ เพิ่งเดินไปได้สองก้าวก็เกือบล้มหน้าคะมำ
ให้ตายเถอะ กลิ่นเหม็นนั่น ถ้าเขาจำไม่ผิด น่าจะเป็นกลิ่นตดของเพียงพอน ประมาทเกินไปแล้ว
ส่วนฟู่ชิงเหยาที่ถูกหวงเม่ยเอ๋อร์ช่วยไป วิญญาณเริ่มสลายและไม่มั่นคง
ไม่มีทางเลือก หวงเม่ยเอ๋อร์จึงจับสัตว์ตัวหนึ่งมา แล้วยัดวิญญาณของนางเข้าไปเพื่อให้พักฟื้น หลังจัดการทุกอย่างเสร็จ หางตาของหวงเม่ยเอ๋อร์ก็กระตุก นางจับคางคกมาได้อย่างไร?
แต่คางคกก็คางคกเถอะ อย่างน้อยก็ดีกว่าวิญญาณแตกสลาย
ฟู่ชิงเหยาที่เพิ่งรอดพ้นเคราะห์มาได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนเอ่ยเสียงอ่อนแรง “ขอบคุณนะ เม่ยเอ๋อร์”
หวงเม่ยเอ๋อร์มองคางคกที่ร้องอ๊บ ๆ อยู่ข้างเท้า ไม่พูดอะไร