เจียงตั๋วชะงักงันไป
ครู่ใหญ่ เขาก็หัวเราะเสียงต่ำ ก่อนจะดึงเธอเข้ามาในอ้อมแขนอีกครั้ง กอดแน่นไม่ยอมปล่อย
“ถ้าอย่างนั้น นี่ก็คงเป็นชะตาลิขิต”
เขาพึมพำอยู่เหนือกระหม่อมของเธอ “สวรรค์ส่งเธอมาอยู่ข้างฉัน”
ใต้ร่มไม้ สายลมจากขุนเขาพัดเย็นสดชื่น กิ่งหลิวไหวเอนตามลม
เสินฉือซบอยู่ในอ้อมแขนของเขา ฟังเสียงหัวใจที่เต้นอย่างมั่นคงของเขา แล้วค่อย ๆ เล่าเรื่องชีวิตอันแสนสั้นในชาติก่อนของตัวเอง
เสียงของเธอแผ่วเบา ราวกับล่องลอยมาจากที่ไกลแสนไกล
ในโลกเดิม เธอร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก เติบโตมากับหม้อยา ไม่เคยแต่งงาน กระทั่งไม่มีโอกาสได้มองภูเขาและสายน้ำนอกหน้าต่างอย่างเต็มตาสักครั้ง
เธอจากไปในช่วงวัยที่งดงามที่สุด
มีชีวิตอยู่เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ
เธอเล่าอย่างสงบนิ่ง ราวกับกำลังเล่าเรื่องของคนอื่น
แต่ยิ่งเจียงตั๋วฟัง อ้อมแขนของเขาก็ยิ่งกระชับแน่นขึ้นทีละน้อย
เขานึกภาพเธออยู่เพียงลำพังในอีกโลกหนึ่ง เอนกายอยู่ข้างเตียง มองฤดูกาลผลัดเปลี่ยนผ่านหน้าต่าง แต่กลับสัมผัสบรรยากาศชีวิตบนโลกมนุษย์ไม่ได้ หัวใจของเขาราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบแน่น ความเจ็บปวดแล่นลึกจนชาไปทั้งใจ
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร เสียงของเสินฉือก็เงียบลง
เจียงตั๋วดึงเธอกลับเข้าไปในอ้อมแขน วางคางลงบนกระหม่อมของเธอ แล้วถูไถเบา ๆ
การกระทำของเขาอ่อนโยนเหลือเกิน ทั้งยังระมัดระวังราวกับกำลังเคารพบูชา
“โยวโยว ต่อจากนี้ไปจะไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว”
เสียงของเขาอู้อี้อยู่ในเส้นผมของเธอ แหบพร่าจนแทบฟังไม่ออก
