เหลือเวลาอีกครึ่งเดือนก่อนเสินฉือจะเปิดเทอมปีสอง ความอบอุ่นปลายฤดูร้อนยังไม่จางหายไป
เกาะส่วนตัวของตระกูลเจียงถูกโอบล้อมด้วยผืนทะเลสีครามไร้ขอบเขต แยกขาดจากเสียงอึกทึกทั้งปวงของโลกภายนอก
วันนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เสินฉือมาอยู่บนโลกใบนี้ที่เธอได้นั่งเครื่องบิน
เมื่อลำตัวเครื่องบินขนาดมหึมาเร่งความเร็วบนรันเวย์ พร้อมเสียงคำรามทุ้มต่ำและทรงพลังของเครื่องยนต์ แรงผลักอันรุนแรงก็อัดเธอติดกับพนักเก้าอี้ในทันที
จากนั้นผืนดินก็พลันห่างออกไป
หลังเครื่องบินทะลุผ่านชั้นเมฆ โลกทั้งใบก็เงียบสงัดลงฉับพลัน
เสินฉือแนบตัวกับหน้าต่างเครื่องบิน ปลายจมูกแทบสัมผัสกระจกเย็นเฉียบ
เธอไม่เคยเห็นภาพเช่นนี้มาก่อน—ทะเลเมฆแผ่กว้างอยู่ใต้เท้าไร้ขอบเขต ราวกับมหาสมุทรสีเงินที่แข็งค้าง
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า—
โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาลเหลือเกิน
ท้องฟ้าไม่ใช่จุดสิ้นสุด ใต้ทะเลเมฆยังมีภูเขา แม่น้ำ ทะเลสาบ และผืนแผ่นดินอีกนับไม่ถ้วนที่เธอยังไม่เคยย่างกรายไปถึง
เมื่ออยู่ต่อหน้าผืนฟ้าสีครามกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตนี้ เธอรู้สึกว่าตัวเองช่างเล็กจ้อย แต่ขณะเดียวกันก็สัมผัสได้ถึงอิสรภาพที่ไม่เคยมีมาก่อน
ยามเย็น ความอบอุ่นปลายฤดูร้อนยังไม่จางหายไปเสียทีเดียว
เสินฉือกับเจียงตั๋วนั่งเคียงข้างกันบนหาดทรายขาวนุ่ม เงียบ ๆ มองดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ลับหายไปหลังเส้นขอบฟ้าทีละน้อย
ขอบฟ้าถูกย้อมด้วยสีส้มแดงและสีม่วงดอกไวโอเล็ต ผืนทะเลทั้งแถบพลอยกลายเป็นประกายทองหลอมเหลว
เจียงตั๋วเอียงตัวเล็กน้อย ล้วงสร้อยคอเส้นหนึ่งที่เปล่งประกายระยิบระยับออกมาจากกระเป๋า
เขาโน้มตัวเข้าหา ปลายนิ้วเย็น ๆ สัมผัสท้ายทอยอุ่นของเสินฉือราวกับตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง ก่อนจะสวมสร้อยคอให้เธออย่างทะนุถนอม
“โยวโยว สุขสันต์วันเกิด”
เสียงทุ้มต่ำอ่อนโยนดังขึ้นท่ามกลางสายลมทะเล เจือความรักอันลึกซึ้งที่ไม่อาจคลายจาง
