วันนี้คนที่มาส่งเจ้าสาวส่วนใหญ่เป็นคนของตระกูลหลิน
ทางเสินเซี่ยวหมิงเองก็มีญาติพี่น้องเหลือไม่มากนัก บางคน...ก็ตัดขาดความสัมพันธ์กันไปแล้ว
หลังบริษัทของเสินเซียวชุนล้มละลาย เขาก็มีหนี้สินก้อนโต ชื่อเสียงในแวดวงเสียหายจนหมดสิ้น
ภรรยาหย่ากับเขาแล้วพาลูกชายไปอยู่ไกลบ้าน ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีข่าวคราวอีกเลย
ส่วนตัวเสินเซียวชุนเองก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย บ้างก็ว่าเขาหลบหนี้อยู่ในเมืองเล็ก ๆ สักแห่งทางใต้ บ้างก็ว่าเขาหนีไปต่างประเทศแล้ว
ส่วนเสินหวี่นั้น...
ตอนพ้นโทษออกมาหลังจากติดคุกครบสามปี เธอก็มีอาการเลื่อนลอยเหมือนคนเสียสติ ไม่มีใครรู้ว่าในเรือนจำเธอถูกกระทบกระเทือนอะไรมา
ตอนออกจากคุก เธอจำใครไม่ได้ ทำได้เพียงพึมพำกับอากาศว่างเปล่า
เจ้าหน้าที่เรือนจำติดต่อญาติไม่สำเร็จ สุดท้ายจึงทำได้เพียงส่งตัวเธอไปโรงพยาบาลจิตเวช...
ตรงชานพักบันได เสินฉือยกชายกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ที่ทบซ้อนกันหลายชั้น เดินลงบันไดอย่างช้า ๆ โดยมีเพื่อนเจ้าสาวคอยประคอง
ผ้าไหมเนื้อประณีตกับผ้าชีฟองบางเบาพลิ้วไหวลงมาราวกับเมฆลอย ตามจังหวะก้าวของเธอ
ในห้องรับแขกชั้นหนึ่ง ญาติมิตรที่มาส่งเจ้าสาวยืนกันเต็มห้องแล้ว
เสินเซี่ยวหมิงกำลังพูดคุยเสียงเบากับผู้ใหญ่ของตระกูลหลิน พอได้ยินเสียงแผ่วเบาจากบันได ทุกคนก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกัน สายตาพลันหยุดนิ่งอยู่กับภาพตรงหน้า
หลินจิ้นอี้เป็นคนแรกที่ได้สติ รีบวิ่งเข้าไปหาเธอ
“พี่โยวโยว!”
เด็กหนุ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตอนอายุสิบสามก็สูงเท่าเสินฉือแล้ว ดวงตาคู่สุกใสจับจ้องเสินฉือ เต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง
