ในห้องรับรองอันอบอุ่น คุณลุงหลินกับเสินเซี่ยวหมิงและหลินรั่วถิงผลัดกันประลองหมากกันอย่างดุเดือด จนแทบฟ้าถล่มดินทลาย
ไม่นาน คุณลุงหลินก็วางหมากลงอย่างแรง ขมวดคิ้วพลางด่าว่า “สองคนนี้มันเล่นหมากห่วยแตกจริง ๆ!”
เกมจบลงอย่างไม่สบอารมณ์ ทั้งสามคนพากันไปนั่งดื่มชาข้าง ๆ ด้วยสีหน้าหงอย ๆ
“โยวโยว”
หลินรั่วเฉินเดินมาที่ข้างกระดานหมากเพียงลำพัง สายตาทอดผ่านไอชาที่ลอยกรุ่น ก่อนจะกวักมือเรียกเสินฉือ
เสินฉือลุกขึ้นเดินไปหา แล้วนั่งลงตรงข้ามเขา
หลินจิ้นอี้เดินตามเธอมาต้อย ๆ ราวกับหางเล็ก ๆ จากนั้นก็เลื่อนเก้าอี้เข้ามาใกล้เสินฉืออีกครึ่งนิ้วอย่างคล่องแคล่ว วางคางไว้บนขอบโต๊ะ ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ
“เล่นสักกระดานไหม” หลินรั่วเฉินถามเสียงนุ่ม
เสินฉือพยักหน้า
กล่องหมากวางอยู่ทางซ้าย เธอยื่นมือซ้ายไปหยิบหมากขาวเนื้อเนียนแวววาวขึ้นมา แล้ววางลงบนกระดานเบา ๆ
สายตาของหลินรั่วเฉินเลื่อนผ่านนิ้วกลางมือซ้ายของเธอ—
แหวนทองคำขาววงนั้นส่องประกายเย็นเยียบใต้แสงไฟ
แววตาของเขาหม่นลงเล็กน้อย ก่อนจะวางหมากดำลงไปเม็ดหนึ่งด้วยน้ำหนักที่มากกว่าปกติอยู่หลายส่วน
ต่างจากลีลาการเล่นหมากของเซี่ยซู่เหิงที่ดุดันและเปิดเกมเต็มกำลัง ลีลาของหลินรั่วเฉินกลับเหมือนเส้นไหมพันรัดเถาวัลย์ ค่อย ๆ บีบคั้นทีละก้าว แต่ก็รัดกุมจนไม่มีช่องโหว่
ทั้งสองผลัดกันรุกผลัดกันรับ หมากขาวดำสลับกันไปมา สถานการณ์ติดพันจนยากจะแยกได้ว่าใครเหนือกว่า
หลินรั่วถิงถือถ้วยชาเดินเข้ามาใกล้
ฝีมือเล่นหมากของน้องชายเหนือกว่าเขามาก หลายปีมานี้แทบไม่เคยเห็นน้องชายประลองหมากกับใคร ไม่คิดเลยว่าเสินฉือจะยื้อเกมกับเขาได้นานขนาดนี้
