รุ่งเช้า แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา หลินฮ่าวถูกเสียงอึกทึกปลุกให้ตื่น
“ขอทางหน่อยครับ ขอทางหน่อย รบกวนด้วยครับ ผมจะไปเข้าห้องน้ำ!”
“ใครขยับพัสดุของผม กล่องข้าวผมหายไปไหนแล้ว!”
“โอ๊ย! คุณทับผมฉันอยู่!”
ในตู้โดยสารเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เสียงดังโกลาหลราวกับหม้อโจ๊กเดือดพล่าน
หวังต้าหนิวเช็ดน้ำลาย แล้วขยับห่อสัมภาระในอ้อมแขนให้สูงขึ้นอีกนิด
“ยังไม่ถึงอีกเหรอ ตอนนี้กี่โมงแล้ว?”
ไม่มีใครตอบ คนที่นั่งอยู่แถวนั้นไม่มีใครสวมนาฬิกาข้อมือสักคน จึงไม่รู้ว่าเป็นเวลาเท่าไร
ตอนเช้าบนรถไฟไม่มีอาหารเช้าให้บริการ ถ้าอยากกินก็ต้องไปที่ตู้เสบียง มีโจ๊กข้าวฟ่างกับหมั่นโถวและผักดอง ซึ่งไม่ต้องใช้บัตรอาหาร เพียงแต่แพงกว่าร้านอาหารรัฐวิสาหกิจอยู่หน่อยเท่านั้น
เมื่อคืนหลินฮ่าวซัดซาลาเปาไส้เนื้อไปห้าลูก ตอนนี้ยังไม่ค่อยหิว ไว้รอถึงเที่ยงค่อยว่ากัน
เมื่อเข้าสู่มณฑลเฮย จื้อชิงทยอยลงจากรถไปหลายคน ตู้โดยสารจึงโล่งขึ้นมาก
เขาหยิบอุปกรณ์ล้างหน้าแปรงฟันไปใช้ตรงจุดเชื่อมระหว่างตู้โดยสาร สูบบุหรี่อีกมวนแล้วจึงค่อย ๆ เดินกลับมา
“สหายหลินฮ่าว จะกินแป้งย่างไหม กินคู่กับซอสพริกเข้ากันดีนะ”
“ไม่ล่ะ ผมยังไม่หิว”
เมื่อได้ยินหลินฮ่าวปฏิเสธ จางเซี่ยก็ไม่ท้อ เธอป้ายซอสพริกลงบนแป้งย่างนิดหน่อย แล้วก้มหน้ากินอาหารเช้าโดยไม่รอให้เฉินจิ้งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พูดอะไร
เมื่อไม่ได้ประโยชน์อะไร เฉินจิ้งก็ถลึงตามองจางเซี่ยที่กำลังกินอย่างตะกละตะกลามด้วยความขุ่นเคือง ก่อนจะหยิบหมั่นโถวข้าวโพดผสมผักป่าออกมา แล้วฝืนเคี้ยวกลืนลงไปพร้อมน้ำเปล่า
มื้อเที่ยงหลินฮ่าวซื้อข้าวกล่องผัดหมูใส่พริกมากินพอประทังไปอีกมื้อ ในที่สุดก็ผ่านด่านทดสอบมาได้อีกครั้ง
ตรงจุดเชื่อมระหว่างตู้โดยสาร
แลกกับบุหรี่หนึ่งมวน หลินฮ่าวจึงได้ถามเวลาจากพนักงานรถไฟ และรู้ว่าต้องรอจนถึงสี่โมงครึ่งเย็นกว่าจะถึงจุดหมาย ในที่สุดเขาก็รู้สึกโล่งใจ
อีกสองชั่วโมงกว่า ๆ เท่านั้น อดทนอีกหน่อยก็ผ่านไปแล้ว สูบบุหรี่อีกมวนดีกว่า อย่างไรเสียกลับไปที่นั่งก็ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับเรื่องประหลาดอะไรอีก
ยุ่งยากจริง ๆ!
เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน ในที่สุดรถไฟก็ใกล้เข้าสถานี เมืองจี๋ฉื่อแดนมณฑลเฮยมาถึงแล้ว
“ถึงสถานีแล้ว ถึงสถานีแล้ว! ทุกคนเก็บสัมภาระของตัวเองให้ดี อย่าทิ้งของอะไรไว้ ระวังพวกขโมยฉวยโอกาสตอนชุลมุนด้วย!”
พนักงานรถไฟเดินตรวจไปตลอดทาง พลางตะโกนเตือนเป็นระยะ บางครั้งก็ช่วยคนที่ยกสัมภาระไม่ไหวถือของด้วย
หลินฮ่าวมีแค่กระเป๋าหิ้วสองใบกับกระเป๋าสะพายหนึ่งใบ จึงไม่รีบร้อนลงจากรถ
ในกระเป๋าหิ้วใบหนึ่งมีผ้าห่มบางกับฟูกบางอย่างละชุด ส่วนอีกใบใส่เสื้อผ้ากับเสื้อกันหนาวของเขาไว้
ทั้งหมดเป็นเสื้อผ้าเก่าที่เจ้าของร่างเดิมเคยใส่ตอนอยู่ซื่อจิ่วเฉิง ใส่ที่ซื่อจิ่วเฉิงยังพอได้ แต่พอมาถึงมณฑลเฮยก็ไม่พอแล้ว
ใครจะไปรู้ว่าฤดูหนาวของมณฑลเฮยจะหนาวขนาดไหน เขาต้องหาทางหาเครื่องนอนหนา ๆ กับเสื้อกันหนาวมาเพิ่ม ไม่อย่างนั้นคงหนาวตายแน่
จางเซี่ยกับเฉินจิ้งต่างหิ้วสัมภาระของตัวเอง มีทั้งใบใหญ่ใบน้อย เบียดฝูงชนมุ่งหน้าออกจากตู้โดยสารไป
หวังต้าหนิวกำลังเก็บของอย่างลนลาน พอเห็นหลินฮ่าวไม่ขยับ ก็ถามอย่างสงสัย
“สหายหลินฮ่าว ทำไมคุณยังไม่ขยับอีกล่ะ ยิ่งช้าคนก็ยิ่งเบียดกันนะ!”
หลินฮ่าวยกกระจกหน้าต่างขึ้น พลิกตัวกระโดดออกไปนอกหน้าต่าง แล้วดึงกระเป๋าหิ้วสองใบของตัวเองตามออกมา ก่อนจะยิ้มมองหวังต้าหนิวที่ยืนอึ้งอยู่
“สหายหวังต้าหนิว ผมออกมาแล้วนี่ไง”
หวังต้าหนิวชูนิ้วโป้งให้หลินฮ่าว
“สุดยอดไปเลย! สหายหลินฮ่าว ช่วยผมหน่อยสิ!”
หลินฮ่าววางกระเป๋าหิ้วของตัวเองลง รับถุงปอกับห่อสัมภาระที่หวังต้าหนิวส่งมาให้ แล้วรอให้เขาปีนลงมาเอง
“สหายหวังต้าหนิว คุณต้องฝึกให้มากกว่านี้นะ!”
“เฮ้อ! เข็มขัดผมหลวม ไม่อย่างนั้นผมกระโดดลงไปเองได้แน่!”
“ฮ่า ๆ ๆ!”
หัวเล็ก ๆ โผล่ออกมาจากหน้าต่าง เสียงเล็ก ๆ ฟังดูขลาดอายจนชวนให้ใจอ่อน
“สหาย ช่วยฉันหน่อยได้ไหม?”
หืม? สาวสวยคนหนึ่ง ใครจะปฏิเสธลงล่ะ ต้องช่วยอยู่แล้ว!
หลินฮ่าวเบียดหวังต้าหนิวที่เกะกะออกไป แล้วรับห่อสัมภาระใบใหญ่สองใบมา ก่อนจะหยิบกระเป๋าหิ้วอีกใบ
“สหาย ฉัน...ฉันลงไปไม่ได้”
หลินเจียวเจียวสูงไม่ถึงเมตรห้าด้วยซ้ำ เธอเกาะหน้าต่างไว้ พลางมองพื้นด้านล่างที่อยู่ห่างจากหน้าต่างสูงลิบอย่างลังเล ใบหน้าแดงระเรื่อขณะชำเลืองมองหลินฮ่าวที่ตัวสูงใหญ่
สีหน้าท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูสุด ๆ
แล้วหลินฮ่าวจะถอยได้หรือ?
ช่วยก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด ส่งพระก็ต้องส่งให้ถึงวัด
หลินฮ่าวสอดแขนใต้รักแร้ของจื้อชิงสาว แล้วยกเธอออกมาจากหน้าต่างเหมือนอุ้มเด็ก ก่อนจะวางลงบนพื้นอย่างมั่นคงราวกับวางตุ๊กตา
“อ๊ะ! ขะ...ขอบคุณค่ะ”
หลินฮ่าวมองจื้อชิงสาวที่เขินอายแล้วยิ้มขำ ส่วนสูงแบบนี้ทำไมดูเหมือนมันฝรั่งตัวจิ๋วจากแดนใต้เลยนะ?
“มันฝรั่งตัวจิ๋วจากแดนใต้?”
“หืม? คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันเป็นคนใต้ แล้วมันฝรั่งตัวจิ๋วคือคำเรียกอะไรกัน?”
“แค่ก ๆ! ใช้เรียกผู้หญิงตัวเล็กน่ารักน่าทะนุถนอม ไม่ต้องใส่ใจรายละเอียดหรอก ออกไปจากสถานีกันเถอะ!”
หลินฮ่าวยกกระเป๋าหิ้วขึ้น แล้วหันหลังเดินออกไปตามฝูงชน
หลินฮ่าวเดินไปไกลพอสมควร หลินเจียวเจียวถึงเพิ่งได้สติ เธอเงยหน้าขึ้นมองหลินฮ่าวทันที
“เดี๋ยวก่อน! คุณว่าฉันเตี้ยใช่ไหม มันฝรั่งตัวจิ๋วเป็นชื่อเล่นที่คุณตั้งให้ฉันหรือเปล่า?!”
สาวคนนี้กว่าจะรู้ตัวช้าไปหน่อยนะ!
หลินเจียวเจียวสะพายห่อสัมภาระใบหนึ่งไว้บนหลัง ยกอีกใบกับกระเป๋าหิ้วขึ้นมา แล้วสาวเท้าสั้น ๆ วิ่งตามอย่างกับกำลังหนีภัย
“อ๊ะ!”
ขาของเธอสะดุดห่อสัมภาระ หลินเจียวเจียวเซถลาไปข้างหน้า ร่างทั้งร่างกำลังจะคะมำลงไป
“เอ๊ะ?”
“สหายมันฝรั่งตัวจิ๋ว ต้องการให้ช่วยไหม?”
เสียงกลั้นหัวเราะของหลินฮ่าวดังขึ้น หลินเจียวเจียวเงยหน้าก็เห็นว่าเขากำลังใช้มือข้างหนึ่งจับห่อสัมภาระบนหลังของเธอไว้ จึงช่วยไม่ให้เธอเสียท่า
“อย่าเรียกฉันว่ามันฝรั่งตัวจิ๋ว ขอบคุณ!”
“ถ้าอย่างนั้น...ขอถามหน่อย สหายจื้อชิงหญิง คุณต้องการให้ช่วยไหม?”
“ฮึ! ไม่...เอ่อ...ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนสหายช่วยฉันหน่อย ฉันยกไม่ไหวแล้วจริง ๆ”
“อ้อ งั้นเอาห่อใหญ่ใบนี้มาให้ผม”
หลินฮ่าวรวบกระเป๋าหิ้วสองใบไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกมือรับห่อสัมภาระใบใหญ่ที่วางอยู่บนพื้นจากหลินเจียวเจียว แล้วยกขึ้นได้อย่างสบาย ๆ
“ไปกันเถอะ เดินตามหลังผมไว้ อย่าให้คนเบียดจนพลัดกันล่ะ ไม่อย่างนั้นห่อสัมภาระใบนี้จะเป็นของผมนะ!”
หลินเจียวเจียวหิ้วกระเป๋าเดินทาง เดินตามหลินฮ่าวติด ๆ พร้อมรอยยิ้มร่าเริง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
กว่าจะเบียดออกมาถึงทางออกสถานีได้ หลินฮ่าวก็หันกลับมาถาม
“สหาย คุณต้องไปรายงานตัวที่ไหน?”
“เคาน์ตี้คอมมูน!”
หลินฮ่าวประหลาดใจ เพราะเธออยู่เคาน์ตีคอมมูนเดียวกับเขา อย่างนั้นก็ช่วยถือของเธอต่อไปแล้วกัน
เบียดฝูงชนเดินออกไปต่อ คราวนี้จึงเห็นรถยนต์สีเขียวทหารรุ่นเก่าจอดเรียงเป็นแถวอยู่ริมถนน ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนเจ้าหน้าที่ถือโทรโข่งเหล็ก ตะโกนเรียกผู้คนอยู่
“อย่าเบียดกัน! คนของคอมมูนหงสิงอยู่ทางนี้ ส่วนคอมมูนอื่นเดินไปข้างหน้า!”
“จื้อชิงที่จะไปคอมมูนหงสิงมารายงานตัวทางนี้ ลงทะเบียนแล้วค่อยขึ้นรถ อย่าเดินมั่ว!”
หลินฮ่าวเบียดฝูงชนเข้าไป หลินเจียวเจียวก็ตามหลังเขามาติด ๆ
“สหาย ผมชื่อหลินฮ่าว เป็นจื้อชิงที่ลงชนบทไปคอมมูนหงสิง รบกวนลงทะเบียนให้ผมด้วยครับ”
เจ้าหน้าที่หนีบโทรโข่งไว้ใต้รักแร้ พลางพลิกดูใบลงทะเบียนในมือ ไม่นานก็เจอชื่อหลินฮ่าว แล้วใช้ปลายดินสอทำเครื่องหมายถูก
“หลินฮ่าว? มาจากซื่อจิ่วเฉิง ตรงแล้ว ไปขึ้นรถเถอะ!”
“ครับ ขอบคุณมากครับ!”
“ฉันชื่อหลินเจียวเจียว เป็นจื้อชิงที่จะไปคอมมูนหงสิง มาจากเมืองท่าไห่ค่ะ!”
“อืม หลินเจียวเจียว? มีชื่อนี้ด้วย ไปนั่งรอบนรถเถอะ!”
