เรือนสี่ประสาน: ทั้งลานคิดเล่นงานข้า? งั้นข้าบำเพ็ญเซียนสร้างรากฐาน

ตอนที่ 1 เรือนสี่ประสาน: ทั้งลานบ้านคิดเล่นงานกันงั้นเหรอ? ฉันบำเพ็ญถึงขั้นสร้างฐานแล้ว

10 นาที· 2.2K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

ฤดูหนาวปี 1953 เมืองหลวงเก่า

ลมเหนือพัดแรงบาดผิวราวกับคมมีด คนบนถนนห่อตัวในเสื้อบุนวม หดคอเร่งฝีเท้าเดิน

ตรอกหนานหลัวกู่เซียง ในซอยแคบแห่งหนึ่ง

หวังซิ่วจือฝ่าลมหนาวกัดกระดูก เดินไปข้างหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและกระวนกระวาย

จู่ ๆ เท้าก็สะดุดอะไรบางอย่างบนพื้นโดยไม่ทันตั้งตัว เกือบเซล้มลงไป

เธอหันไปมอง เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งขดตัวอยู่ตรงโคนกำแพง ใบหน้าเขียวคล้ำเพราะความหนาว ร่างสั่นระริกราวกับใบไม้แห้ง

เธอลังเลอยู่สองวินาที ก่อนย่อตัวลง เอานิ้วไปจ่อใต้จมูกเขาเพื่อเช็กดูลมหายใจ แล้วค่อยโล่งใจ ตบอกตัวเองเบา ๆ ว่า

“ขอบคุณสวรรค์ ยังมีลมหายใจอยู่”

หวังซิ่วจือเป็นคนในเรือนเลขที่ 95 ตรอกหนานหลัวกู่เซียง เป็นม่ายมาหลายปี อาศัยพึ่งพากันอยู่กับลูกสาว

ในบ้านไม่มีผู้ชาย เธอเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องเลี้ยงดูลูกสาว ในลานบ้านจึงถูกคนอื่นหาเรื่องอยู่ตลอด เพื่อนบ้านรอบข้างเล็งห้องของพวกเธอมานานแล้ว รอแค่ให้สองแม่ลูกทนไม่ไหว ย้ายออกไป จะได้ฉวยโอกาสยึดห้องนั้น

สองแม่ลูกใช้ชีวิตอย่างขัดสน จนแทบไม่มีอะไรเหลือก้นหม้อ

ใกล้จะสิ้นปีแล้ว ข้าวในไหก็หมดเกลี้ยง เธอจึงจำใจออกไปหางานทำ แต่เดินวนอยู่ทั้งวันก็กลับมามือเปล่า แถมยังเริ่มใจลอย สุดท้ายถึงได้สะดุดเด็กหนุ่มเข้า

เธอก้มลงพินิจดูใกล้ ๆ เด็กคนนี้น่าจะอายุราว 15–16 ปี แม้ใบหน้าจะเปื้อนเขม่า แต่คิ้วตากลับดูสดใสและหล่อเหลา

เมื่อนึกถึงผู้คนและเรื่องน่าปวดหัวในลานบ้าน ความรู้สึกบางอย่างก็พลุ่งขึ้นในอก เธอกัดฟัน ก่อนแบกเด็กหนุ่มขึ้นหลัง แล้วเดินหนัก ๆ มุ่งหน้าไปยังเรือนสี่ประสาน

เพิ่งก้าวเข้าประตูเรือน ก็เห็นชายวัยกลางคนยืนอยู่ตรงทางเข้า เขาสอดมือไว้ในแขนเสื้อ สวมแว่นตาบนสันจมูก พอเห็นเธอแบกคนเข้ามาก็ยิ้มกว้าง “โห หวังซิ่วจือ อากาศหนาวขนาดนี้ ไปเก็บเด็กขอทานที่ไหนกลับมาเนี่ย?”

หวังซิ่วจือฝืนยิ้ม “ท่านสาม นี่เป็นญาติของฉัน เขาหิวจนเป็นลมอยู่ข้างทาง คุณทำธุระของคุณไปเถอะ ฉันต้องรีบกลับไปหาอะไรอุ่น ๆ ให้เขากินแล้ว หนาวต่อไปแบบนี้เดี๋ยวได้ตายกันพอดี”

ยังไม่ทันสิ้นเสียง เด็กสาวในเสื้อบุผ้าบาง ๆ ลายดอกไม้ก็รีบออกมาจากห้อง เธอคือหลินจิ้งชู ลูกสาวของหวังซิ่วจือ

เธอไม่ได้ถามอะไรให้มากความ เพียงเข้าไปคล้องแขนเด็กหนุ่ม แล้วช่วยแม่พยุงเขาเข้าไปในห้อง

เหยียนฝู่กุ้ยมองตามแผ่นหลังของทั้งสาม พลางส่ายหน้าไม่หยุด

“แม่ลูกคู่นี้ก็ลำบากจะแย่อยู่แล้ว ตอนนี้ยังมีคนเพิ่มมาอีกปาก ต่อไปคงยิ่งไม่มีทางรอด”

แต่พอคิดอีกที หากพวกเธอทนไม่ไหว กลับชนบทไป บ้านหลังนี้... บางทีอาจถึงตาเขาก็ได้!

เขารู้ดีว่าไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่เล็งห้องนี้ไว้ บ้านเจียมีคนสองคนอัดอยู่ในห้องเดียว เจียตงซวี่อายุยี่สิบกว่าแล้ว แต่เพราะไม่มีบ้าน งานดูตัวหลายครั้งจึงล่มไปหมด ส่วนบ้านหลิวไห่จงมีลูกชายสามคน อยู่กันในห้องสองห้องจนแทบขยับตัวไม่ได้ ลูกชายคนเล็กอย่างหลิวกวงฉีก็ถึงวัยมีเมียแล้วเหมือนกัน

เหยียนฝู่กุ้ยกำลังคิดคำนวณอยู่ ลมหนาวก็พัดลอดคอเสื้อเข้ามา ทำเอาเขาสะดุ้งโหยง รีบรวบเสื้อให้แน่นแล้วบ่นพึมพำ “อากาศบ้าอะไรเนี่ย...”

พูดจบก็หันหลังกลับเข้าห้องไป

ทางด้านนี้

หลังจัดการให้เด็กหนุ่มนอนเรียบร้อยแล้ว หลินจิ้งชูก็ขมวดคิ้วถามขึ้นในที่สุด “แม่ คนนี้มาจากไหน? บ้านเราจะไม่มีอะไรกินอยู่แล้ว เพิ่มมาอีกปากก็ต้องกินลมแทนข้าวหรือไง?”

หวังซิ่วจือถือถ้วยน้ำร้อนเดินไปข้างเตียงเตา ถอนหายใจเบา ๆ

“จิ้งชู ลูกก็รู้สถานการณ์ของบ้านเราดี แม่ไม่มีงานประจำ ต้องอาศัยงานจิปาถะเลี้ยงปากท้อง คนในลานบ้านตั้งกี่คู่ตาคอยจับจ้องเรา รอให้เราทนไม่ไหว จะได้ยึดห้องนี้ไป”

“แม่คิดไว้ว่า ถ้าไปต่อไม่ไหวจริง ๆ ก็ขายบ้าน กลับไปอยู่หมู่บ้าน อย่างน้อยยังพอมีข้าวกิน แต่วันนี้พอเจอเด็กคนนี้ แม่กลับนึกแผนออกอย่างหนึ่ง”

จากนั้นเธอก็เล่าแผนที่คิดไว้ให้ลูกสาวฟังอย่างละเอียด

หลินจิ้งชูฟังจนเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด แล้วเหลือบมองคนที่นอนอยู่บนเตียงเตา แก้มก็แดงวาบ เธอกระทืบเท้าพลางพูดอย่างร้อนใจ “แม่! แต่ปีนี้หนูเพิ่งอายุครบ 16 เองนะ อีกอย่าง แม่รู้ได้ยังไงว่าคนคนนี้ไว้ใจได้?”

หวังซิ่วจือยิ้ม “เด็กโง่ แม่ไม่ได้จะให้ลูกแต่งงานกับเขาตอนนี้สักหน่อย ค่อย ๆ คบกันไปก่อน ดูนิสัยใจคอให้แน่ใจแล้วค่อยพูดเรื่องแต่งงานก็ยังไม่สาย แม่ดูแล้วเด็กคนนี้หน้าตาดี เหมาะกับลูก ไม่ทำให้ลูกเสียเปรียบหรอก ถ้าลงเอยกันได้ ในบ้านเราก็จะมีเสาหลักสักที ใครยังจะกล้ารังแกเราอีก?”

หลินจิ้งชูหน้าแดง มือบิดชายเสื้อ ก้มหน้าพึมพำเสียงเบา “แม่ หนูไม่คุยกับแม่แล้ว!”

ยังไม่ทันรอให้แม่ตอบ เธอก็หันหลังวิ่งเข้าไปในห้องด้านใน

หวังซิ่วจือเห็นว่าลูกสาวไม่ได้โกรธจริง ๆ ก็วางใจ ยิ้มพลางป้อนน้ำอุ่นให้เด็กหนุ่มหนึ่งอึก

หลินฮ่าวกลืนน้ำลงไป เปลือกตาขยับ ก่อนค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างเลื่อนลอย

หวังซิ่วจือโน้มตัวเข้าไปถามอย่างอ่อนโยน “ตื่นแล้วเหรอ? ยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนอีกไหม?”

หลินฮ่าวลุกขึ้นนั่ง กวาดตามองไปรอบ ๆ อย่างงุนงง ทันใดนั้น ความทรงจำแปลกหน้ามากมายก็ทะลักเข้ามาในหัว

“ฉันข้ามมิติมาแล้วเหรอ?”

ครู่ต่อมา แววตาของเขาก็พลันคมกริบ

จากความทรงจำที่เพิ่งได้รับ เจ้าของร่างเดิมมีชื่อเดียวกับเขา เป็นคนจากหมู่บ้านตระกูลหลิน เมืองชางผิง

พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็ก หลายปีมานี้ถูกอารองกับอาสะใภ้ใช้งานราวกับสัตว์ ไม่เคยได้กินอิ่มสักมื้อ

ไม่กี่วันก่อน ปู่ที่เป็นคนเดียวที่รักและเอ็นดูเขาก็จากไป พออารองเผยธาตุแท้ก็ไล่เขาออกจากบ้านทันที

เจ้าของร่างเดิมกล้ำกลืนความคับแค้น เดินทางมาจนถึงเมืองหลวงเก่า หวังหาหนทางเอาชีวิตรอด

ใครจะรู้ว่าในเมืองกลับยิ่งลำบากกว่าเดิม เขาหางานทำไม่ได้ติดต่อกันหลายวัน จนหิวเป็นลมอยู่ตรงปากซอย แล้วหวังซิ่วจือก็มาเจอเข้า

เมื่อเรียบเรียงความทรงจำได้แล้ว หลินฮ่าวก็มองหวังซิ่วจือ ก่อนเอ่ยอย่างจริงใจ “ขอบคุณคุณป้าที่ช่วยชีวิตผมไว้ครับ”

หวังซิ่วจือโบกมือ “ตอนนี้ร่างกายยังอ่อนแออยู่ กินอะไรลงท้องก่อนค่อยว่ากัน”

เธอหันไปเรียก “จิ้งชู ตักโจ๊กที่เหลือมาให้ชามหนึ่ง!”

หลินจิ้งชูรีบยกโจ๊กเหลวชามหนึ่งมาให้

หวังซิ่วจือรับมาแล้วยื่นให้หลินฮ่าว “รีบดื่มตอนยังร้อน ๆ จะได้อุ่นร่างกาย เรื่องอื่นค่อยคุยกันหลังจากมีแรงแล้ว”

หลินฮ่าวหิวจนท้องร้อนวูบวาบ พอได้กลิ่นข้าวหอม ๆ ริมฝีปากก็เลียขึ้นมาเอง

หวังซิ่วจือเห็นท่าทางของเขาแล้วถอนหายใจ “ที่บ้านไม่ค่อยมีเงิน ไม่มีของดี ๆ ให้กิน กินประทังไปก่อนนะ”

หลินฮ่าวเข้าใจว่าในยุคนี้แม้แต่คนในเมืองก็ยังใช้ชีวิตอย่างกระเบียดกระเสียร เขาพยักหน้า รับชามมาแล้วดื่มรวดเดียวหมดเกลี้ยง ก่อนยื่นชามเปล่าคืนแล้วถาม “คุณป้าครับ ที่นี่ที่ไหน?”

หวังซิ่วจือยิ้มพลางเล่าว่าเจอเขาได้อย่างไร หลินฮ่าวฟังจบแล้วรู้สึกอุ่นวาบในใจ หากไม่มีคุณป้าคนนี้ เขาคงตายตั้งแต่เพิ่งข้ามมาแล้ว เขาแอบตั้งปณิธานว่า ต้องตอบแทนบุญคุณครั้งนี้ให้ดี

หวังซิ่วจือถามอีก “หนูมาจากไหน อายุเท่าไหร่ แล้วทำไมถึงเป็นลมอยู่ตรงนั้น?”

หลินฮ่าวยิ้มขื่น “คุณป้าครับ ผมชื่อหลินฮ่าว บ้านอยู่หมู่บ้านตระกูลหลิน เมืองชางผิง ปีนี้เพิ่งอายุครบ 18...”

หวังซิ่วจือได้ยินแล้วถึงเข้าใจว่าเขาซูบผอมหน้าเหลืองเพราะหิว ไม่ใช่เพราะยังเด็ก เธออดทอดถอนใจไม่ได้ “ช่างเป็นเด็กที่ชีวิตลำบากจริง ๆ เอาละ อย่าเพิ่งคิดเรื่องพวกนี้ พักผ่อนให้สบาย ฟื้นแรงให้เต็มที่ เรื่องอื่นค่อยว่ากันพรุ่งนี้”

หลินฮ่าวหลับยาวไปจนถึงยามเย็น ก่อนถูกหลินจิ้งชูเรียกเบา ๆ ให้ตื่นมากินข้าว

เขาเดินเข้าไปในห้องด้านนอกที่กั้นแยกไว้ เห็นชามกระเบื้องหยาบสามใบวางอยู่บนโต๊ะ ทุกใบเป็นโจ๊กเหลว ปริมาณพอดีกันเป๊ะ สามส่วนพอดี หัวใจเขาพลันหนักอึ้ง สองแม่ลูกคู่นี้ใช้ชีวิตลำบากจริง ๆ

เพราะหลินจิ้งชูก้มหน้าอยู่ตลอด หลินฮ่าวจึงมองไม่เห็นใบหน้าของเธอชัด ๆ จนกระทั่งเธอนั่งลงข้างโต๊ะ เขาถึงได้เห็นหน้าตาเธอเต็มตา หัวใจพลันเต้นแรงขึ้นมาทันที

นี่ไม่ใช่อิ่งกุ้ยเหรินผู้เย็นชาและดื้อรั้นจากเรื่อง “ตำนานเจินหวน” หรอกหรือ? (เหมาเสี่ยวถง)

แม้ตอนนี้ใบหน้าจะเหลืองซีด ร่างกายผอมบาง ดูอิดโรยอยู่บ้าง แต่สูงราว 165 เซนติเมตร ถ้าได้กินดีและบำรุงร่างกายให้เหมาะสม ทั้งหน้าตาและรูปร่างก็ไม่มีที่ติแน่นอน

หลินจิ้งชูถูกหลินฮ่าวจ้องจนใบหูร้อนผ่าว พอนึกถึงความคิดของแม่ขึ้นมา ก็เขินจนก้มหน้าซุกอก แถมลำคอยังขึ้นสีแดงระเรื่อ

หวังซิ่วจือเห็นท่าทางของลูกสาว จึงกระแอมเบา ๆ แล้วลองถามขึ้น “เสี่ยวฮ่าว ฉันเรียกเธอแบบนี้ได้ไหม?”

หลินฮ่าวถึงได้สติ รู้ตัวว่าจ้องผู้หญิงเสียมารยาทเกินไป ใบหน้าจึงร้อนขึ้นมาเหมือนกัน “ได้ครับ! ได้เลย! คุณจะเรียกยังไงก็ได้ครับ”

หวังซิ่วจือยิ้มบาง ๆ จากนั้นก็เล่าความลำบากของครอบครัวและแผนที่คิดไว้อย่างละเอียด

สุดท้ายจึงถามว่า “เสี่ยวฮ่าว เธอคิดว่ายังไง?”

หลินฮ่าวไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโชคหล่นทับจริง ๆ

ตอนนี้เขายังไม่มีงานสักอย่างที่จะทำให้ปากท้องอิ่ม เพิ่งเข้ามาในเมืองจากชนบท แค่เดินออกไปข้างนอกก็อาจถูกคนถามหาที่มาที่ไปได้แล้ว แต่ตอนนี้มีคนรับเขาไว้ แถมยังยกสาวสวยน่ารักให้ด้วย นี่ไม่ใช่โชคหล่นทับแล้วจะเรียกว่าอะไร?

เขาหลุดปากพูดทันที “แม่ครับ ความคิดนี้ของแม่ ผมว่าเข้าท่ามาก!”

หลินจิ้งชูได้ยินแล้ว ใบหน้าก็แดงวาบจนลุกเป็นไฟ

เธอถ่มน้ำลายใส่ “ถุย! หน้าหนาเป็นบ้า!”

พูดจบก็หันหลังหลบเข้าไปในห้องด้านในทันที

หลินฮ่าวเกาหลังศีรษะ ถึงเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป จึงยิ้มแหยอย่างกระอักกระอ่วน

หวังซิ่วจือเห็นแล้วก็ยิ้มปลอบ “จิ้งชูขี้อาย ต่อไปเธอต้องดีกับลูกให้มากนะ แต่ช่วงนี้ลองใช้เวลาอยู่ด้วยกันไปก่อน ถ้าพบว่าเข้ากันไม่ได้ เรื่องนี้ก็ยกเลิกได้”

หลินฮ่าวฟังแล้วก็เข้าใจทันที นี่คือการทดสอบนิสัยของเขา และเป็นการช่วยลูกสาวดูคนไปด้วย

เขาเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง รับปากอย่างหนักแน่น “แม่ครับ... ไม่สิ คุณป้า ผมจะฟังคุณป้า... กับจิ้งชูครับ”

หวังซิ่วจือพยักหน้า ยิ้มอย่างอ่อนโยน “ดี ต่อไปนี้เราก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว เรียกฉันว่าป้าหวังก็ได้ ช่วงนี้พักในห้องด้านนอกไปก่อน แต่ในลานบ้านมีคนมากมาย อย่าเดินไปไหนบ่อย ที่นี่คนเจ้าเล่ห์เยอะ เรื่องจุกจิกก็ไม่ขาด”

หลินฮ่าวเข้าใจดีว่าชีวิตในเรือนรวมสมัยนี้เต็มไปด้วยเรื่องหยุมหยิม เขาพยักหน้ารับ “ป้าหวัง ผมจำไว้แล้วครับ”

หลังกินข้าวไม่มีอะไรทำ หิมะข้างนอกก็โปรยลงมาไม่หยุด ทั้งสามคนจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน

ในห้องด้านนอก หลินจิ้งชูอุ้มผ้าห่มที่พับไว้อย่างเรียบร้อยมายื่นให้หลินฮ่าว “พี่เสี่ยวฮ่าว ผ้าห่มของพี่ค่ะ”

พูดจบก็วิ่งปรู๊ดกลับเข้าไปในห้องด้านใน

หลินฮ่าวรับมา ปลายจมูกก็ได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ อบอุ่นลอยมา เป็นกลิ่นที่หลินจิ้งชูคงทิ้งไว้ตอนใช้ผ้าห่มผืนนี้แน่ ๆ

เขามุดเข้าไปในผ้าห่มอย่างอารมณ์ดี สูดกลิ่นหอมนั้นไปพลาง คิดถึงแผนในอนาคตไปพลาง

แม้ปีนี้เขาจะอายุ 18 แล้ว แต่โครงกระดูกเล็กและผอมแห้ง มองดูคล้ายเด็กอายุ 16 เขารู้ว่านี่เป็นผลจากการกินไม่อิ่มมาหลายปีตั้งแต่เด็ก

โชคดีที่ตอนนี้เขาไม่ได้มือเปล่าอีกแล้ว

ตอนที่รับความทรงจำเสร็จ ในหัวก็มีเคล็ดวิชาหนึ่งเพิ่มเข้ามา ชื่อเคล็ดวิชาแพทย์เซียน

หลินฮ่าวเคยอ่านนิยายบำเพ็ญเซียนมาหลายเรื่อง เคล็ดวิชาแพทย์เซียนนี้อาจไม่ใช่วิชาชั้นยอดในโลกบำเพ็ญเซียน แต่หากนำมาใช้ในโลกธรรมดาแห่งนี้ ก็เป็นวิชาล้ำเลิศที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดินแน่นอน

พอความคิดผุดขึ้น หลินฮ่าวก็นั่งขัดสมาธิทันที

แต่ทันทีที่เริ่มชักนำพลังเข้าสู่ร่าง เขาก็สัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณระหว่างฟ้าดินเบาบางจนแทบไม่มีอยู่

ขณะที่กำลังจะเก็บพลัง จู่ ๆ พลังงานสายหนึ่งซึ่งหลับใหลอยู่ลึกในวิญญาณก็พลันทะลักออกมา...

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป