หลังจากหลี่เฟิงเตรียมก้อนหินไว้ขว้างเสร็จ เขากับเด็กสาวทั้งสามก็นั่งกินอาหารว่างยามค่ำอยู่หน้าปากถ้ำ
ถ้าไอ้สัตว์นั่นกล้ามา ก็ใช้ก้อนหินขว้างให้ตาย
เมื่อราตรีมาเยือน เกาะแห่งนี้ก็เงียบสงัด
ราวกับไร้ซึ่งชีวิต
เงียบจนน่าขนลุก
ในกอหญ้ารอบด้าน มีเสียงจิ้งหรีดร้องมาเป็นระยะๆ
พวกเขาล้อมกองไฟ กินอาหารว่างกันอย่างเอร็ดอร่อย
หลังจากฟ้ามืด พวกเขาแค่ต้องระวังสัตว์ป่าเข้ามาทำร้าย
ไม่ต้องกลัวภัยจากคนป่า
เพราะคนป่าพวกนั้น กลางคืนขยับตัวไม่ได้
“เนื้อๆ กินเนื้อๆ”
เด็กสาวคนนั้นลูบเนื้อกระต่ายย่างแล้วนิ้วก็โดนลวก
เธอมองหลินผิงด้วยแววตาน่าสงสาร
เหมือนจะบอกว่าอยากกินเนื้อย่าง แต่เจ็บนิ้ว
“ตายละ เธอไม่ระวังได้ยังไงนะ เดี๋ยวพี่เป่าให้”
หลินผิงเป่านิ้วให้เธอแล้วยื่นขากระต่ายให้
“น้องสาว เนื้อกระต่ายยังร้อนอยู่นะ ระวังหน่อย”
อวี๋เสี่ยวลี่เตือนด้วยความเป็นห่วง
“ร้อนๆ”
เด็กสาวคนนั้นเตือนทั้งสามคนให้ระวังอย่าให้ลวก
“เธอนี่ดีจัง ถ้าจิตใจเธอกลับเป็นปกติแล้ว ต้องเป็นน้องสาวที่แสนดีแน่ๆ”
หลินผิงหวังให้เธอหายเร็วๆ
หลี่เฟิงก็หวังให้จิตใจเธอกลับมาเป็นปกติโดยเร็ว
“เฮ้อ!”
จู่ๆ อวี๋เสี่ยวลี่ก็ถอนหายใจ
“ทำไมถอนหายใจล่ะ” หลินผิงถาม
“ที่จริงแล้วที่เธอจิตใจไม่ปกตินี่ บางทีอาจเป็นความเมตตาจากฟ้า เพราะเธอจะไม่มีความทุกข์”
พอได้ยินคำพูดของเสี่ยวลี่ ทั้งสองก็เงียบไป
ที่เธอพูดอาจมีเหตุผลก็ได้
เด็กสาวคนนี้จิตใจไม่ปกติแล้ว ก็ไม่ต้องมีความกังวลมากมาย
