ตลอดสองวันถัดมา สวีเทียนโย่วยังคงเงียบผิดปกติ เวลาส่วนใหญ่เขานอนลืมตาอยู่บนเตียง ไม่ขยับเขยื้อน ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
วันที่ 3 สวีเทียนโย่วถูกเข็นไปตรวจที่ห้องอีกห้องหนึ่ง หยางหย่วนปิงซึ่งหายหน้าไปพักใหญ่ก็จู่ ๆ วิ่งเข้ามา
“นายสนิทกับเถียนเฉียวกวงมากเหรอ?” หยางหย่วนปิงเปิดฉากถามทันทีที่เข้ามา
“ฉันรู้จักเขา แต่เขาอาจไม่รู้จักฉัน เราไม่สนิทกัน” อันเสี่ยวไห่รีบตอบ
เถียนเฉียวกวงเป็นผู้คุมเรือนจำหมายเลขหนึ่งเมืองเซินไห่ หน้าที่หลักคือดูแลห้องอ่านหนังสือ อันเสี่ยวไห่ย่อมรู้จักเขาอยู่แล้ว แต่เถียนเฉียวกวงรู้จักตัวเองหรือเปล่านั้น อันเสี่ยวไห่ไม่รู้จริง ๆ
อันเสี่ยวไห่ตอบอย่างฉะฉานและชัดเจนมาก
หยางหย่วนปิงอุตส่าห์แวะมาหาเขาเพราะเรื่องนี้โดยเฉพาะ ย่อมต้องมีเหตุผลแน่
บางเรื่องต้องพูดให้คลุมเครือ แต่บางเรื่องก็ต้องอธิบายให้ชัดที่สุด หากทำทุกอย่างให้กำกวมไปหมด คนที่อยากช่วยก็จะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร
แม้หยางหย่วนปิงจะเป็นคนโลภมาก แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังถือว่ารักษาคำพูดอยู่ อันเสี่ยวไห่เองก็พยายามประคับประคองความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง หากทำให้เขากลัวจนไม่กล้าช่วย คงไม่ใช่เรื่องดีแน่
“อย่างนี้นี่เอง งั้นเขาก็มาหานายเพราะฝีมือของนายจริง ๆ...” หยางหย่วนปิงลูบคางพลางพูด
อันเสี่ยวไห่เข้าใจทันทีว่าเรื่องที่เขาปรับปรุงแผงวงจรได้ผลแล้ว แถมยังเห็นผลเร็วมากด้วย!
“เถียนเฉียวกวงยื่นรายงาน บอกว่าจะขอตัวนายไปช่วยบริษัทคู่ค้าของเราจัดการปัญหาทางเทคนิคสักพัก แต่รายงานของเขาถูกเบื้องบนปัดตก ตามหลักแล้วฉันไม่ควรเล่าเรื่องนี้ให้นายฟัง”
