ช่วงนี้อันเสี่ยวไห่สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าบรรยากาศในเรือนจำแปลกไป ความผิดปกตินี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ใครอื่น แต่เป็นตัวเขาโดยตรง
นักโทษคนอื่น ๆ ในเรือนจำดูเหมือนจะพยายามหลบหน้าเขา แม้แต่หูเจี้ยนหมิงกับหยางปอก็ด้วย ถ้าไม่จำเป็น ทั้งคู่จะไม่พูดกับอันเสี่ยวไห่เกินหนึ่งประโยคเด็ดขาด
อันเสี่ยวไห่รู้ดีว่าเรื่องนี้อาจเป็นฝีมือสวีเทียนโย่ว
“หวังว่าจะได้ใช้ชีวิตสงบ ๆ สักพักนะ...”
อันเสี่ยวไห่คิดเงียบ ๆ แต่ก็ไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่น้อย สวีเทียนโย่วมีอิทธิพลพอจะข่มขวัญคนในวงการมาเฟียได้จริง แต่อันเสี่ยวไห่ก็รู้ดีเช่นกันว่าศัตรูของเขาไม่ได้มีแค่คนในวงการนั้น
เพราะงั้นจะประมาทไม่ได้
คืนนั้นอันเสี่ยวไห่นอนพลิกไปพลิกมาอยู่บนเตียงตั้งนาน แต่ก็ยังข่มตาหลับไม่ลง ไม่รู้ทำไม ในใจถึงรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมา
“นักโทษอันเสี่ยวไห่ ลุกเดี๋ยวนี้ ได้ยินไหม? ลุกขึ้นทันที!”
ประตูเหล็กห้องขังถูกเคาะเสียงดัง แค่ฟังก็รู้ว่าเป็นผู้คุมหนุ่มที่รับผิดชอบดูแลห้องขังของพวกเขา
อันเสี่ยวไห่รีบผุดลุกขึ้น แล้วจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยอย่างรวดเร็ว
“ตามฉันมา!” ผู้คุมเปิดประตูเหล็กแล้วพยักหน้าเรียกอันเสี่ยวไห่
อันเสี่ยวไห่ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่กล้าถามว่าเกิดอะไรขึ้น ได้แต่เดินตามผู้คุมไปยังเขตสอบสวนโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เมื่อเปิดประตูห้องสอบสวน คนที่นั่งอยู่ข้างในกลับเป็นหวังเถี่ยจวิน และเขาไม่ได้มาคนเดียว ข้างกายยังมีตำรวจหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ ใบหน้าถูกหน้ากากอนามัยปิดมิดชิด
อันเสี่ยวไห่จำเธอได้ทันที ตำรวจหญิงคนนั้นคือเซี่ยจิง คนสวยเกินจริงที่เขาเคยเจอครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้
บรรยากาศดูไม่ชอบมาพากล!
