“หนุ่มหล่อ มาหาใครเหรอ?”
สวีเทียนโย่วเคาะประตูเบา ๆ อยู่นาน เฉินสุ่ยเฟินถึงค่อย ๆ แง้มประตูออกมาอย่างลังเล
พอเห็นชัดว่าเป็นสวีเทียนโย่ว เฉินสุ่ยเฟินก็ถามอย่างกระอักกระอ่วนว่า “มาหาใครเหรอหนุ่มหล่อ” คำเรียกนี้ไม่ได้เป็นแค่คำสุภาพตามมารยาท เพราะตอนนี้สวีเทียนโย่วดูหล่อสมกับคำเรียกนั้นจริง ๆ
“คุณน้าคือแม่ของเสี่ยวไห่ใช่ไหมครับ? ผมเสี่ยวสวี ชื่อสวีจื้อกัง เป็นเพื่อนร่วมชั้นของเสี่ยวไห่ พวกเราเป็นเพื่อนซี้ที่นอนเตียงสองชั้นด้วยกัน ผมนอนเตียงล่าง เสี่ยวไห่นอนเตียงบนครับ!”
“ที่แท้ก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นของเสี่ยวไห่นี่เอง...” เฉินสุ่ยเฟินผ่อนลมหายใจอย่างเห็นได้ชัด ร่างที่ใช้ดันประตูก็คลายลง
แม้ประตูจะเปิดกว้างขึ้นมากแล้ว แต่เฉินสุ่ยเฟินก็ไม่ได้เชิญสวีเทียนโย่วเข้าบ้าน
“เสี่ยวสวี น้าขอโทษด้วยนะ ช่วงนี้บ้านน้ามีเรื่องเกิดขึ้นเยอะ น้าคงไม่เชิญเข้ามานั่งแล้ว ขอบใจนะที่ยังนึกถึงเสี่ยวไห่ แถมยังอุตส่าห์มาเยี่ยมถึงที่
แต่รีบกลับไปเถอะ เดี๋ยวพวกนั้นก็มาอีกแล้ว น้ากลัวว่าเธอจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย รีบไปเถอะ เชื่อฟังน้านะ”
เฉินสุ่ยเฟินพูดอย่างร้อนใจ
สองวันนี้มีกลุ่มอันธพาลไม่รู้มาจากไหน อ้างว่าพี่น้องของพวกมันถูกอันเสี่ยวไห่ทำร้ายจนเอวเจ็บ ตอนนี้ยังนอนอยู่โรงพยาบาล กลายเป็นคนพิการไปแล้ว
พวกนั้นไม่ได้มาเรียกร้องอย่างอื่น แค่มาเอาเงิน เปิดปากก็เรียก 200,000 หยวน ถ้าไม่ให้ก็จะมาก่อกวนทุกวัน สองวันนี้พวกมันมาทุกวัน ก่อเรื่องกันครึ่งค่อนวัน แถมยังลงมือทุบข้าวของในบ้านเสียหายไปไม่น้อย
เฉินสุ่ยเฟินตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ พวกมันจะก่อกวนก็ปล่อยไป จะทุบข้าวของก็ทุบไป เธอแค่คอยปกป้องคนแก่สองคนไว้แน่น เฉินสุ่ยเฟินไม่เชื่อเลยว่าอันเสี่ยวไห่จะทำร้ายใครโดยไม่มีเหตุผล
