“เสี่ยวไห่ นี่เป็นกุญแจประตูเรือนจำจริง ๆ เหรอ?!” สวีเทียนโย่วดูเหมือนจะตกใจไม่น้อย ดวงตาเบิกกว้าง เผยท่าทีที่ไม่เคยปรากฏบนตัวเขามาก่อน
“พูดให้ถูก นี่ไม่ใช่กุญแจประตูเรือนจำ แต่เป็นแค่ภาพแบบของกุญแจ”
“นี่มันสุดยอดเกินไปแล้ว!” สวีเทียนโย่วยกมือกุมหน้าผากพลางพูด เห็นได้ชัดว่ายังไม่อยากเชื่อเท่าไร
“นายไม่กลัวเหรอว่าฉันจะวาดมั่ว ๆ มาหลอก?” เห็นท่าทางของสวีเทียนโย่วแล้ว จู่ ๆ อันเสี่ยวไห่ก็อยากแกล้งขึ้นมา
“ฮี่ ๆ นายไม่ทำร้ายฉันหรอก!” สวีเทียนโย่วหัวเราะเบา ๆ พับกระดาษเก็บอย่างดี ก่อนซ่อนไว้อย่างระมัดระวัง
“เสี่ยวไห่ นอกจากกุญแจกับวิกผมแล้ว ของอย่างอื่นหมายความว่ายังไง? ทำไมต้องเป็นเสื้อเชิ้ตลายดอกกับนาฬิกาทองเรือนใหญ่ จะให้ฉันเล่นเป็นใครกันแน่? นักเลงกระจอกหรือเศรษฐีใหม่?”
“นักเลงกระจอกอะไร เศรษฐีใหม่อะไร... ท่านประธานต่างหาก เล่นเป็นท่านประธาน! พูดให้ถูกคือเป็นลูกชายสารเลวของท่านประธาน
คราวนี้นายต้องเล่นสองบท คือไอ้ลูกชายสารเลวกับผู้คุม ฉันว่าบทลูกชายสารเลวน่าจะง่าย สำหรับนายไม่มีปัญหา แต่ถ้าจะเล่นเป็นผู้คุมให้เหมือนจริง อาจต้องฝึกกันหน่อย”
“ฟังแล้วแปลก ๆ เหมือนนายกำลังด่าฉันอยู่เลย!”
สวีเทียนโย่วอารมณ์ดีไม่น้อย เขาเบียดอันเสี่ยวไห่เข้าไปด้านในพลางพูด
“พอแล้ว ไม่เล่นมุกแล้ว เวลามีน้อย เริ่มกันตอนนี้เลย!” อันเสี่ยวไห่ลุกพรวดขึ้นนั่ง
“ไม่ต้องทุ่มเทขนาดนี้ก็ได้มั้ง...”
“นายเข้าใจถูกแล้ว เรากำลังทุ่มเทเอาชีวิตจริง ๆ ลุกขึ้นเถอะ เวลามีน้อย เหลือไม่ถึง 10 วันแล้ว”
ผู้คุมไม่ก็เรียนจบโรงเรียนตำรวจหรือสถาบันที่เกี่ยวข้อง ไม่ก็ปลดประจำการจากกองทัพแล้วมาทำงานต่อ เถียนเฉียวกวงนับเป็นกรณีพิเศษ
คนพวกนี้ล้วนมีกลิ่นอายของทหารติดตัวอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ถ้าอยากให้ดูเป็นธรรมชาติ ก็ต้องทำให้สวีเทียนโย่วมีบรรยากาศแบบนั้นด้วย ยิ่งเข้มข้นเท่าไร โอกาสที่สวีเทียนโย่วจะปลอมตัวออกไปได้ก็ยิ่งมาก
