“อ้อ ไปแล้วหรือ?” จ้าวหนิงชะงักไปครู่หนึ่ง
แคว้นจินล่มสลายแล้ว ทว่ากลับมิได้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่เท่าใดนัก
แต่เมื่อจงเจ๋อจากไป จ้าวหนิงจึงตระหนักว่ายุคแห่งสงครามนั้น ดูคล้ายจะสิ้นสุดลงแล้วจริง ๆ
ครั้งนั้นแคว้นจินยกทัพลงใต้ประหนึ่งภูผาใหญ่ถล่มทับ แนวป้องกันของกองทัพซ่งพังทลายทั่วทุกด้าน ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างคิดหาทางหลบหนี หาทางยอมจำนน
เป็นบัณฑิตเฒ่าวัยหกสิบเจ็ดปีผู้นั้น ที่ก้าวออกมายืนแถวหน้าโดยสมัครใจ มุ่งหน้าไปยังแนวรบ
แนวหน้าปั่นป่วนอลหม่าน นายทัพหลบหนีเอาชีวิตรอด จือฝู่และขุนนางใหญ่ต่างพากันเปิดประตูเมือง
ราษฎรถูกทอดทิ้ง บ้านเมืองแตกสลาย กองทหารม้าเหล็กของศัตรูถาโถมดุจคลื่นทะเล
หากคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ในห้องหนังสือ คอยตวาดใส่ศัตรูเสียงดัง ก็ยังเรียกเขาว่ากล้าหาญไม่ได้
หากคนผู้หนึ่งยืนอยู่ในท้องพระโรง แสดงท่าทีเกรี้ยวกราดว่าจะสู้จนถึงที่สุด ก็ยังเรียกเขาว่ากล้าหาญไม่ได้เช่นกัน
หากคนผู้หนึ่งรู้ทั้งรู้ว่าการเดินทางครั้งนี้อาจไม่มีวันได้กลับมา แต่ก็ยังคงก้าวต่อไป
นั่นจึงเรียกว่าความกล้าหาญ
หรือกล่าวอีกอย่าง เมื่อทุกคนถอยร่นและเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นไปไม่ได้ คนผู้นี้ยังคงเดินหน้า ลำพังตนก้าวเข้าสู่ความมืดมิด เผาผลาญตนเองจนกลายเป็นแสงสายหนึ่ง รวบรวมผู้คนที่กำลังเสาะหาทิศทางอยู่ในความมืดให้มารวมกัน
คนผู้นั้นก็คือผู้กล้า
คุณธรรมอันสูงส่งอาจถูกแต่งแต้มให้ดูงดงาม รูปลักษณ์ภายนอกอาจประดับประดาให้สวยงามได้
แต่ความกล้าหาญนั้นเสแสร้งไม่ได้
ความกล้าหาญคือการหวาดกลัว แต่ยังคงก้าวไปข้างหน้า
บัณฑิตเฒ่าผู้นี้ใช้ร่างกายอันชราภาพและอ่อนแอของตน เปิดฉากการต่อต้านแคว้นจิน
การโต้กลับเริ่มต้นขึ้นนับแต่นั้น
