“เสด็จพ่อ”
เสียงของจ้าวเฉินดังมาจากด้านหลัง
“มีเรื่องอันใด?”
“สำรับกลางวันเตรียมพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหนิงกล่าวกับจูเหลียนว่า “ไปกันเถิด กินข้าวก่อน”
จูเหลียนกล่าวว่า “ฝ่าบาท หม่อมฉันยังมีเรื่องหนึ่งอยากทูลขอ”
“เรื่องอันใด?”
“เฟิ่งอิงเป็นม่ายมาจนถึงบัดนี้ ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง ฝ่าบาทจะทรงรับนางเข้าวังหลังด้วยได้หรือไม่เพคะ?”
จ้าวหนิงชะงักไป เฟิ่งอิงหรือ?
เมื่อเห็นจ้าวหนิงยังนึกไม่ออก จูเหลียนจึงกล่าวว่า “น้องสาวของหม่อมฉันเพคะ”
“อ้อ นึกออกแล้ว”
รับเข้าวังหลังหรือ?
ไม่ได้เด็ดขาด!
ฆ่าจ้าวข่ายไปแล้ว ยังจะยึดครองภรรยาของเขาอีกหรือ?
เรื่องนี้ฟังดูไม่สมควรอยู่บ้าง
เขาไม่เคยยกตนว่าเป็นคนดี แต่เรื่องเช่นนี้อย่างไรก็ไม่เหมาะนัก
“รับเข้าวังหลังคงไม่เหมาะกระมัง เจ้าอาจหาครอบครัวดี ๆ ให้นางได้”
จ้าวหนิงรู้ว่าจูเหลียนอยากพบหน้าน้องสาวบ่อย ๆ จึงกล่าวต่อว่า “หากคิดถึงนาง ก็เรียกเข้าวังมาพูดคุยกันได้บ่อยครั้ง”
“คงต้องเป็นเช่นนั้นเพคะ”
เมื่อทุกคนนั่งประจำที่แล้ว จ้าวหนิงเห็นองค์หญิงน้อยโหรวเจียกำลังนั่งอยู่ข้างเฉียนจิ่นซู พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
จ้าวหนิงถามว่า “โหรวเจีย พวกเจ้าคุยเรื่องอันใดกัน ถึงได้มีความสุขนัก?”
โหรวเจียตอบว่า “เสด็จพ่อ ลูกถามเหนียงน้อยเรื่องออกทะเลเพคะ นางบอกว่ามีผู้คนมากมายในหางโจวออกทะเล และนอกมหาสมุทรยังมีสิ่งมหัศจรรย์อีกมากมาย”
“อ้อ เจ้าใส่ใจเรื่องนี้ด้วยหรือ”
“เสด็จพ่อ เมื่อโตขึ้นแล้ว ลูกจะออกทะเลได้หรือไม่เพคะ?” โหรวเจียเอียงศีรษะน้อย ๆ ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ปีนี้นางอายุ 9 ขวบ หน้าตาคล้ายจูเหลียน งดงามหมดจด ผิวขาวราวหยกงาม ดวงตากลมโตทั้งยังอ่อนโยนละมุนละไม
