ว่านเหยียนจงหานพูดเช่นนั้นก็จริง ทว่าในใจเขาเองก็รู้สถานการณ์ดีอยู่แล้ว
ยามนี้แคว้นจินกำลังขยายเขตแดน แม่ทัพและขุนพลแต่ละคนในกองทัพต่างสร้างความดีความชอบทางทหารเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นคนเย่อหยิ่งไม่เชื่อฟัง
ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในราชสำนักเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว
หากยามนี้หยุดยกทัพลงใต้ หยุดทำศึกกับราชวงศ์ซ่ง
ความขัดแย้งภายในแคว้นจินจะเปลี่ยนจากเรื่องภายนอกมาเป็นเรื่องภายในทันที
หากเป็นเช่นนั้น ความขัดแย้งภายในย่อมปะทุขึ้นในเวลาอันสั้น ยากจะประสานให้ลงรอย
นี่เป็นสิ่งที่ว่านเหยียนอู๋ฉี่ไหม่ไม่ปรารถนาจะเห็น
ก็เหมือนจักรวรรดิอเมริกา ที่ทำได้เพียงก่อศึกภายนอกไม่หยุดหย่อน ครั้นหยุดลงเมื่อใด ผลประโยชน์ของกลุ่มต่าง ๆ ในกองทัพย่อมเสียหาย ความขัดแย้งภายในก็ต้องปะทุขึ้นในเวลาอันสั้น
นี่แหละการเมือง
วันที่ 6 เดือน 6 จ้าวหนิงเรียกเยว่เฟยกับหานซื่อจงมาพบแต่เช้าตรู่ แล้วร่วมรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน
แม่ทัพทั้งสองได้รับเกียรติร่วมโต๊ะเสวยกับฮ่องเต้ ต่างรู้สึกซาบซึ้งจนทำตัวไม่ถูก
แม้ไม่รู้ว่าเหตุใดฮ่องเต้จึงทรงให้ความสำคัญแก่ตนถึงเพียงนี้ แต่ก็ซาบซึ้งใจยิ่งนัก
“เผิงจวี่”
“กระหม่อมอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
“เดิมทีเราอยากรั้งเจ้าไว้ที่กองบัญชาการหน้าตำหนัก แต่สถานการณ์ในเหอเป่ยยามนี้กำลังวิกฤต เราหวังว่าเจ้าจะไปสร้างความชอบที่แนวหน้า”
“ฝ่าบาททรงเมตตากระหม่อม พระคุณนี้กระหม่อมจะจดจำไว้สุดหัวใจ”
“เราได้หารือกับจงเจ๋อและจางซูเย่แล้ว ยามนี้ชาวเหอเป่ยทุกข์ยาก โจรผู้ร้ายชุกชุม กลุ่มโจรสร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎร เราหวังว่าเจ้าจะนำทัพไปปราบกบฏตามหัวเมืองต่าง ๆ”
“กระหม่อมรับพระบัญชา จะไม่ทำให้ฝ่าบาททรงผิดหวังพ่ะย่ะค่ะ”
เหอเป่ยกับเหอตงยามนี้ล้วนเสียหายย่อยยับ จงเจ๋อจำต้องควบคุมภาพรวมและจัดระเบียบแนวป้องกัน
