“เฮ้อ จิ่นซู เจ้าไม่รู้หรอกว่าตระกูลไช่แข็งแกร่งเพียงใด”
“ข้าไม่อยากรู้”
“ฟังพี่พูดให้จบก่อน ไช่จื๋อเจิ้งเป็นบุตรเขยของเฝิงจิง ตระกูลเฝิงเป็นตระกูลใหญ่มีชื่อเสียง ทั้งตระกูลเฝิงกับตระกูลฟู่ยังเกี่ยวดองกันด้วย”
เขาเอ่ยถึงขุนนางผู้บริหารราชการสามคนของราชวงศ์ต้าซ่งอย่างง่ายดาย
ไช่เม่าเป็นขุนนางผู้บริหารราชการคนปัจจุบัน เฝิงจิงเคยเป็นอัครมหาเสนาบดีในรัชสมัยจักรพรรดิเสินจง ส่วนตระกูลฟู่ที่เขากล่าวถึงนั้นก็คือตระกูลของฟู่ปี้ ฟู่ปี้เองก็เป็นอัครมหาเสนาบดีผู้มีชื่อเสียงแห่งราชวงศ์ต้าซ่ง
การปฏิรูปชิ่งลี่ในรัชสมัยจักรพรรดิเหรินจง เริ่มต้นขึ้นโดยฟู่ปี้กับฟ่านจ้งเยียน
ฟู่ปี้เป็นพ่อตาของเฝิงจิง
แม้พวกเขาจะล่วงลับไปแล้ว ทว่าตระกูลของพวกเขากลับเติบใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ด้วยการแต่งตั้งตำแหน่งจากบุญคุณบรรพชน สมาชิกในตระกูลต่างเข้ารับราชการทั้งในเมืองหลวงและหัวเมือง
อย่างเช่นฟู่ปี้ ซึ่งเป็นคนลั่วหยาง อิทธิพลของตระกูลฟู่ในลั่วหยางนั้นมิอาจมองข้ามได้
ลั่วหยางเป็นสถานที่ซึ่งขุนนางต้าซ่งนิยมไปพำนักมากที่สุดหลังเกษียณจากราชการ วงการขุนนางที่นั่นเข้มข้นไม่แพ้ตงจิง
เฉียนอวี้ชิงกล่าวว่า “เจ้ายังไม่เข้าใจเรื่องในวงการขุนนางหรอกหรือ พวกเขาต่างเกี่ยวดองกัน คนธรรมดาแทบไม่มีทางแทรกเข้าไปได้ นับเป็นโชคดีของเราที่ได้เกี่ยวดองกับตระกูลไช่ วันหน้าผลประโยชน์ที่เราจะได้รับย่อมมีมากมายเหลือคณา”
“มีไท่เว่ยหวังคอยดูแล ยังไม่พออีกหรือ”
“ยังห่างไกลจากคำว่าพอ” เฉียนอวี้ชิงกล่าว “พวกเรากับไท่เว่ยหวังไม่ได้เป็นญาติกัน หากวันหนึ่งครอบครัวเราประสบเคราะห์ เจ้าว่าไท่เว่ยหวังจะคุ้มครองเราหรือ”
“พวกเราประพฤติตนอยู่ในกฎเกณฑ์ จะประสบเคราะห์ได้อย่างไร”
