“หานซื่อจงผู้นี้แม้จะเจ้าเล่ห์อยู่บ้างในเรื่องงานปกครอง แต่เรื่องการทหารกลับเป็นคนซื่อตรง เจ้าส่งคนไป เขาย่อมไม่ทำเรื่องวุ่นวาย”
เพื่อคลายความกังวลของเยว่เฟย จ้าวกวนเจียจึงกล่าวขึ้นอีกว่า
“เราจำได้ว่าเจ้าเคยติดต่อกับหานซื่อจงมาก่อน”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมกับเขาล้วนได้รับการส่งเสริมจากฝ่าบาทในคราวนั้น จึงมีโอกาสสร้างความดีความชอบในกองทัพ”
“เจ้าจงมอบหมายให้เขาทำอย่างวางใจเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ที่จ้าวกวนเจียอธิบายเช่นนี้ ก็เพราะก่อนหน้านี้ต้าซ่งมีธรรมเนียมอันน่าภาคภูมิใจในการหักหลังทัพพันธมิตร
ในจังหวะนั้นเอง หวังหวยจี๋ก็เดินเข้ามาอย่างเร่งร้อนพลางกล่าวว่า “ฝ่าบาท ฉีอ๋องเสด็จมาถึงแล้ว ประทับรอรับพระบัญชาอยู่ด้านนอกพ่ะย่ะค่ะ”
“ให้เขาเข้ามา”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ไม่นานนัก จ้าวเฉินก็เดินมาตามระเบียงยาวจนถึงสวนด้านหลัง
เมื่อมาถึง เขายกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยแล้วคุกเข่าต่อหน้าจ้าวกวนเจีย ทำพิธีคำนับด้วยการโขกศีรษะ “กระหม่อมถวายบังคมฝ่าบาท ขอทรงพระเกษมสำราญพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหนิงประคองฉีอ๋องขึ้นมา ตบไหล่เขาเบา ๆ พลางยิ้มกล่าวว่า “สูงขึ้นแล้ว ทั้งยังคล้ำลงด้วย”
จ้าวเฉินประคองกล่องผ้าแพรไว้ในมือแล้วกล่าวว่า “นี่คือโสมพันปีที่ลูกสั่งให้คนไปขุดหาในโครยอ เป็นโสมที่ดีที่สุดในบรรดาโสมทั้งปวงในยามนี้ ลูกตั้งใจนำมาถวายเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าช่างมีน้ำใจ” จ้าวหนิงรับมาแล้วถามว่า “ไปเข้าเฝ้าพระมารดาแล้วหรือยัง”
“ยังไม่ได้ไปถวายบังคมพระมารดาพ่ะย่ะค่ะ”
“นางคิดถึงเจ้าทุกวันทุกคืน”
“ลูกก็คิดถึงเสด็จพ่อกับเสด็จแม่มากพ่ะย่ะค่ะ ศึกในเหลียวตงมีมาก เหล่าทหารต่างก็คิดถึงบ้านเกิดกันยิ่งนัก”
“เราเห็นเรื่องนี้ในฎีกาของเจ้ากับหานซื่อจงแล้ว เราเข้าใจดี นี่เป็นธรรมดาของมนุษย์”
