ซุนฝู่ก้าวออกมาร้องเสียงดังว่า “ฝ่าบาท หลี่ฉาเกอกำลังฝืนต้านอยู่! บังอาจแบ่งกำลังในยามนี้ นับว่ากล้าหาญไม่น้อย เพียงส่งกองทหารชั้นยอดไปสักสายก็ทำลายพวกเขาได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ฟ่านจื้อซวีเองก็กล่าวว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าควรเป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“อย่าหลงกลอุบายพรางตาของศัตรู” จ้าวหนิงกล่าว “หลี่ฉาเกอส่งทหารม้าไล่ตามมา พวกเราก็ส่งทหารไปโจมตีทันที แล้วหากเขาถอยทัพเล่า?”
ทุกคนเงียบงัน
ซุนฝู่กล่าวว่า “เช่นนั้นก็ไล่ตามพ่ะย่ะค่ะ!”
“แล้วหากเขาเสริมกำลังอีกจะทำเช่นไร?”
“เขาจะไปหาทหารจากที่ใด มิใช่ว่าถูกจางป๋อเฟินตรึงกำลังไว้หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขามีทหารม้าอยู่เท่าใด แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะแบ่งกำลังออกโจมตีเช่นไร?” จ้าวหนิงถามย้อน “หากศัตรูมาก็เข้าตี พวกมันหนีก็ไล่ตาม เช่นนั้นพวกเรามิถูกศัตรูจูงจมูกหรอกหรือ?”
ซุนฝู่พลันไร้ถ้อยคำโต้แย้ง
เมื่อขอบเขตของสนามรบถูกบีบให้แคบลง ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีผู้ใดรับประกันได้ว่าจะคำนวณแผนของศัตรูได้อย่างทะลุปรุโปร่งตั้งแต่แรก
“กองหลังเตรียมวางแนวป้องกัน ยึดแผนเดิมไว้”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ยามพลบค่ำ จางป๋อเฟินถอนกำลัง
วันนี้ทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างน้อยสามครั้ง แม้กำลังพลที่เข้าร่วมจะไม่มาก การสู้รบเกิดขึ้นเป็นระยะ กระจัดกระจายไม่ต่อเนื่อง ทว่าต่างฝ่ายต่างต่อสู้อย่างจริงจัง และมีแพ้มีชนะด้วยกันทั้งคู่
จางชุนหมิงกล่าวว่า “อ๋องจิ้น พวกเราปะทะกับกองทัพซ่งมาสองวันแล้ว อย่างน้อยก็เจ็ดถึงแปดครั้ง แต่กองทัพซ่งยังไม่ใช้ปืนใหญ่ ดูท่ากองทัพซ่งสายนี้ตั้งใจจะยื้อรบกับพวกเรา มิได้คิดจะเปิดศึกใหญ่”
