หน่วยสอดแนมเร่งรุดไปพบหลี่เฉียนซุ่น แล้วถวายรายงานการศึกฉบับล่าสุดจากโย่วโจว
หลังอ่านจบ หลี่เฉียนซุ่นยังคงสีหน้าเรียบเฉย ทว่าผิวหน้ากลับซีดขาวอยู่หลายส่วน
“ไปตามเริ่นเต๋อจิ้งมา” หลี่เฉียนซุ่นตรัสกับอุยหมิงอันฮุ่ย
“พ่ะย่ะค่ะ”
ไม่นานนัก เริ่นเต๋อจิ้งก็มาถึง
“กระหม่อมคำนับฝ่าบาท”
หลี่เฉียนซุ่นส่งรายงานการศึกให้เริ่นเต๋อจิ้งโดยตรง พลางบอกเป็นนัยให้เขาอ่าน
เริ่นเต๋อจิ้งรับมา พินิจอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน หลังอ่านจบ สีหน้าของเขาก็แข็งค้างไปบ้าง ทว่าอย่างไรก็ต้องกล่าวอะไรสักอย่างกระมัง
ถึงอย่างไรจักรพรรดิทรงให้ขุนนางอ่าน เมื่ออ่านจบแล้วก็ต้องกราบทูลสรุปผล
เริ่นเต๋อจิ้งกล่าวว่า “ฝ่าบาทโปรดอย่าทรงกังวล”
“หืม?” หลี่เฉียนซุ่นตรัสอย่างตรงไปตรงมาว่า “สือโจวกับเซี่ยโจวล้วนเสียเมืองไปแล้ว กองทัพซ่งยังมีกำลังหลักอีกสายยกทัพขึ้นเหนือจากทางใต้ ดูท่าหงโจวคงรักษาไว้ไม่ได้เช่นกัน เหตุใดท่านจึงบอกให้เราอย่ากังวล คำกล่าวนี้มีที่มาอย่างไร?”
“การยกทัพมาหลายทางเป็นกลยุทธ์ที่กองทัพซ่งใช้เป็นประจำ พวกเขาอาศัยจำนวนคนมาก แต่มีคนมากใช่ว่าจะชนะได้ เมื่อครั้งนั้นกองทัพซ่งยกทัพโจมตีเซี่ยถึงห้าทาง มิใช่พ่ายแพ้ยับเยินกลับไปหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
หลี่เฉียนซุ่นตรัสว่า “บัดนี้กองทัพซ่งมีกำลังพลแข็งแกร่ง ม้าแข็งแรง หาใช่จะเทียบกับวันวานได้”
“ภายใต้การนำอันปราดเปรื่องของฝ่าบาท ต้าเซี่ยของเราก็แข็งแกร่งขึ้นเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านมีวิธีปราบศัตรูหรือไม่?” หลี่เฉียนซุ่นตรัสถามอีกครั้ง
เขารู้ว่าเริ่นเต๋อจิ้งผู้นี้มีความสามารถสูง ทว่าทะเยอทะยานเกินไป อีกทั้งไร้ศักดิ์ศรี
เขาไม่ค่อยเต็มใจมอบอำนาจให้เริ่นเต๋อจิ้งมากนัก จึงรับบุตรสาวของเริ่นเต๋อจิ้งเข้าวังเป็นพระสนมเพื่อเหนี่ยวรั้งอีกฝ่ายไว้
