กองทัพซ่งอาบแสงอรุณ สะท้อนประกายเย็นเยียบดุจโลหะ แผ่กลิ่นอายเคร่งขรึมสง่างาม
แม้เสียงตะโกนสังหารของกองทัพจินจะดังกึกก้องราวคลื่นยักษ์ถาโถม กองทัพซ่งกลับยังคงตั้งมั่นไม่หวั่นไหว
การมาถึงของเยว่เฟย นับว่าเติมจิตวิญญาณให้แก่กองทัพใหญ่
ปีนี้เยว่เฟยอายุสามสิบปีแล้ว แม่ทัพหนุ่มผู้นี้เผยกลิ่นอายของแม่ทัพชายแดนออกมาให้เห็น
เขายืนอยู่บนแท่นบัญชาการ ทอดสายตามองไปเบื้องหน้า แววตาสงบนิ่งเผยความแน่วแน่
ไม่นานนัก เสียงตะโกนสังหารของกองทัพจินก็ค่อย ๆ แผ่วลง เหลือเพียงเสียงสะท้อนที่ก้องกังวานไปทั่วฟ้าดิน
เยว่เฟยเอ่ยว่า “หวังกุ้ย!”
“ข้าน้อยอยู่!”
“ข้าสั่งให้เจ้าเป็นกองหน้า บัดนี้จงยกทัพออกไปโจมตีกองทัพหน้าของศัตรู!” น้ำเสียงของเยว่เฟยหนักแน่นดุจเหล็กกระแทกพื้น “จงแสดงแสนยานุภาพของกองทัพเราให้ประจักษ์! หากทำไม่ได้ จงเอาศีรษะมาพบข้า!”
หวังกุ้ยตะโกนเสียงดัง “ข้าน้อยรับบัญชา!”
หวังกุ้ยมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งของกองหน้าอย่างรวดเร็ว
เขากล่าวว่า “พวกเจ้าทั้งหลาย ข้าจะนำหน้าบุกไปพร้อมกับพวกเจ้า ถอนเขี้ยวเล็บของกองทัพจินจากด้านหน้า พวกเจ้ากล้าหรือไม่!”
ทหารคนหนึ่งตะโกนตอบเสียงดัง “ข้าอยากทำเช่นนี้มานานแล้ว!”
คนอื่น ๆ ก็พากันตะโกนตาม “สังหารข้าศึกจิน!”
“ดี!”
ยามนั้น เยว่เฟยออกคำสั่ง “ตีกลองศึกให้พร้อม!”
“ขอรับ!”
เสียงกลองศึกของกองทัพซ่งพลันดังกระหึ่ม ราวฟ้าถล่มดินทลาย
ไม่นานนัก ธงสัญญาณบุกของกองหน้าก็โบกสะบัด
กองหน้าได้รับคำสั่งทหารแล้ว จึงเริ่มเคลื่อนพลไปเบื้องหน้าอย่างเป็นระเบียบ
ทุกคนก้าวเท้าพร้อมเพรียงกันอย่างน่าตื่นตะลึง ราวกับใช้ไม้บรรทัดวัดมาแล้ว
