“อูจู๋ เดิมทีข้านึกว่าท่านมีข้อเสนออันล้ำเลิศ ที่แท้ก็แค่คิดใช้กำลังพลที่มากกว่ามาข่มขู่ข้า!”
จ้าวหนิงแย้มยิ้ม น้ำเสียงเจือแววเยาะเย้ยอยู่สามส่วน ดูแคลนสามส่วน หยิ่งทะนงอีกสามส่วน และมีกลิ่นอายบุรุษเจ้าชู้อีกหนึ่งส่วน
“พวกท่านไม่รู้หรือว่า ข้าจัดวางกองทัพห้าแสนนายไว้ในส่านซีตั้งนานแล้ว!”
“ว่านเหยียนจงหานไม่เห็นกองทัพห้าแสนนายที่ข้าจัดวางไว้ในส่านซีอยู่ในสายตา นั่นแหละคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ศึกครั้งนี้ต้องพ่ายแพ้!”
“หากเขากล้าลงใต้ยึดลั่วหยาง กองทัพจากหัวเมืองต่าง ๆ ในส่านซีของข้าก็กล้าเคลื่อนทัพไปทางตะวันออก ยึดไท่หยวน!”
หัวใจของว่านเหยียนอูจู๋หนักอึ้งลงอีกครั้ง
ซ่งวางกำลังทหารจำนวนมากไว้ตามหัวเมืองต่าง ๆ ในส่านซี เรื่องนี้มิใช่ความลับแต่อย่างใด
คราวที่เกาชิ่งอี้เดินทางไปเป็นทูตยังซีเซี่ย เจ้าผู้ครองแคว้นซีเซี่ยเคยเปิดเผยเรื่องนี้ด้วยตนเอง อีกทั้งหน่วยสอดแนมของแคว้นจินก็ตรวจพบกองทัพซ่งจำนวนมากในส่านซีเช่นกัน
ยามนี้กองทัพจินยกทัพลงใต้ครั้งใหญ่ หากมีกองทัพซ่งสายหนึ่งบุกจู่โจมไท่หยวนจริง ชาวเหอตงย่อมลุกฮือขึ้นช่วยเหลือเป็นแน่
อูจู๋หัวเราะเสียงดัง “กองทัพซ่งของเจ้าอ่อนแอเกินต้าน ต่อให้มีแผนการแยบยลเพียงใด แล้วจะทำอะไรได้!”
“อูจู๋ หากไม่เชื่อก็ลองดูให้เต็มที่เถิด”
กล่าวจบ จ้าวหนิงก็หันหลังจากไป ไม่เปิดโอกาสให้อูจู๋พูดต่อ
อูจู๋ขุ่นเคืองอยู่บ้าง จึงหันหลังกลับไปเช่นกัน
หลังกลับไปแล้ว กองทัพจินยังมิได้เข้าตีเมืองในทันที แต่จัดกำลังพลกลุ่มหนึ่งให้อยู่ใต้การนำของหานฉาง แล้วเริ่มกวาดล้างเมืองไคเฟิง
ส่วนกำลังพลอีกสายหนึ่งซึ่งมีว่านเหยียนเสอมู่เป็นผู้นำ ก็เข้าตีเจิ้งโจว
ขณะเดียวกัน อูจู๋ยังนำกลยุทธ์ของว่านเหยียนจงหมิ่นมาใช้ โดยมุ่งหน้าไปยังเหอเป่ยทันที เพื่อแพร่ข่าวว่าเปี้ยนจิงกำลังร้องขอความช่วยเหลือ หวังล่อให้กองทัพหัวเมืองต่าง ๆ ในเหอเป่ยยกลงใต้มาอารักขาราชสำนัก
