จ้าวหนิงยังคงไม่หวั่นไหว จนกระทั่งขุนนางคนอื่น ๆ ต่างกล่าวขึ้นว่า “ฝ่าบาท โปรดฟังทูตแคว้นจินกล่าวก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหนิงจึงกลับไปนั่ง มองซีหลินเฮ่อหลู่แล้วกล่าวว่า “ทูตแคว้นจินไม่ต้องคำนับแล้ว”
“ขอบพระทัยฝ่าบาทจักรพรรดิต้าซ่งพ่ะย่ะค่ะ”
ครั้งนี้ซีหลินเฮ่อหลู่เดินทางมาพร้อมภารกิจทางการเมืองสำคัญ
ภารกิจนั้นคือ ต้องทำสัญญาสงบศึกกับซ่งให้จงได้
ซีหลินเฮ่อหลู่กล่าวต่อว่า “ข้าน้อยเป็นตัวแทนฝ่าบาทจักรพรรดิแคว้นจิน ขอส่งคำทักทายจากใจจริงมายังฝ่าบาทจักรพรรดิต้าซ่ง ขอฝ่าบาทจักรพรรดิต้าซ่งทรงพระเกษมสำราญพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหนิงกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “เราสบายดี”
ซีหลินเฮ่อหลู่ประคองสารด้วยสองมือพลางกล่าวว่า “นี่คือพระราชสาส์นจากฝ่าบาทจักรพรรดิแคว้นจินพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่รั่วสุ่ยเดินเข้าไปรับพระราชสาส์นมาตรวจดูจนแน่ใจว่าไม่มีปัญหา จากนั้นจึงส่งให้หวังหวยจี๋ ขันทีผู้อยู่ข้างกาย หวังหวยจี๋เดินขึ้นบันไดไปถวายแก่จ้าวกวนเจีย
จ้าวกวนเจียรับมาอ่าน
ล้วนเป็นถ้อยคำตามแบบแผน มีใจความสำคัญเพียงอย่างเดียวคือ หยุดรบ
ไม่ต้องการเงินบรรณาการรายปีแล้ว ทั้งยังไม่เรียกร้องให้เปิดตลาดค้าขายระหว่างกัน เพื่อประชาชนของทั้งสองแคว้น หยุดรบกันเถิด
แม่งเอ๊ย!
พูดเสียราวกับว่าว่านเหยียนอู๋ฉี่ไหม่เป็นผู้รักสันติอย่างไรอย่างนั้น
จะให้ฉันมอบ “รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ” ให้เขาสักรางวัลไหมล่ะ?
หลังอ่านพระราชสาส์นของว่านเหยียนอู๋ฉี่ไหม่อย่างรวดเร็ว จ้าวหนิงก็กล่าวว่า “เราตกลง”
ซีหลินเฮ่อหลู่คิดว่าการเข้าเฝ้าจ้าวกวนเจียคราวนี้คงยืดเยื้อไม่ต่างจากฎีกาที่พวกขุนนางชาวฮั่นเขียน ซึ่งยาวเหยียดและน่าเบื่อ ใครจะคิดว่าจ้าวกวนเจียจะตอบตกลงรวดเร็วถึงเพียงนี้
เมื่อภารกิจสำเร็จแล้ว เขาก็ไม่มีเหตุให้ต้องอยู่ตงจิงต่อ
