หวังชิ่งกล่าวอย่างหงุดหงิดว่า “เรื่องอะไรถึงได้แตกตื่นกันปานนี้?”
ผู้มารายงานร้อนใจจนขาทั้งสองข้างสั่นเทา “กองทัพ… กองทัพเรา… กองทัพเราแพ้แล้ว…”
เสียงของเขาดังเข้าไปถึงโถงด้านใน ผู้คนซึ่งกำลังหารือกันอยู่ต่างชะงักงัน ก่อนทั่วทั้งโถงจะตกอยู่ในความเงียบงัน
สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือจู่ ๆ บรรยากาศก็เงียบลง
หวังชิ่งทำอะไรไม่ถูก ส่วนคนอื่น ๆ ต่างแตกฮือหนีเอาตัวรอดในทันที
เมื่อหวังชิ่งออกไปดูสถานการณ์ กองทัพของเยว่เฟยก็เข้าประชิดเชิงกำแพงเมืองแล้ว กองทัพกบฏพ่ายแพ้ยับเยิน มีผู้บาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน
เสียงร้องโหยหวนดังระงม ผู้คนบนกำแพงเมืองหนีหายไปหมดนานแล้ว
กองทัพกบฏ: พวกเรามาติดตามท่านเพื่อร่ำรวย มิได้มาเอาชีวิตมาทิ้งให้ท่านจริง ๆ เสียหน่อย
สองวันต่อมา ไช่เม่ากับหลี่กวงซึ่งอยู่ที่โซ่วชุนก็ได้รับข่าวว่ากองทัพกบฏถูกตีแตกแล้ว
ผู้ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งผู้ตรวจการกรมตรวจการคดีอาญาแห่งหวยซีมีนามว่าโจวเหยียน เจ้าหมอนี่เป็นพวกฉวยโอกาสทางการเมือง ก่อนหน้านี้เป็นขุนนางที่ถูกพักงาน และฉินฮุ่ยเป็นผู้แนะนำให้สำนักราชกิจ
สองปีมานี้ฉินฮุ่ยช่วยฝ่ายปฏิรูปทำงานไม่น้อย อีกทั้งในปีจิ้งคังที่หนึ่งยังเป็นผู้สนับสนุนการทำสงครามอย่างหนักแน่น จึงได้รับความชื่นชมจากฝ่ายปฏิรูปไม่น้อย
อย่างเช่นจ้าวติ่งก็เคยกล่าวชมฉินฮุ่ยต่อหน้าจ้าวหนิงอยู่หลายครั้ง แม้แต่เฉินตงก็เอ่ยชมฉินฮุ่ยอยู่บ่อยครา
น่าขันที่ในประวัติศาสตร์จริง ไม่ว่าจ้าวติ่งหรือจางจวิ้นต่างก็เคยเสนอชื่อฉินฮุ่ย
ทว่าจ้าวติ่ง ขุนนางผู้มีชื่อเสียงและเป็นยอดขุนนางผู้ทรงคุณธรรมอันดับหนึ่งในสี่แห่งราชวงศ์ซ่งใต้ กลับถูกฉินฮุ่ยที่ตนแนะนำเนรเทศและบีบจนสิ้นใจ
