สตรีผู้นี้มีนามว่าลู่หว่านชิง ทันทีที่ถูกพาตัวกลับไปยังปู้เจิ้งซือ (ที่ว่าการข้าหลวงฝ่ายปกครอง) หูเฉวียนก็ลงมือไต่สวนด้วยตนเอง
เรื่องที่นางเป็นอนุภรรยาของหลิวจื่ออวี่นั้น สอบถามได้ไม่ยาก
เพราะจวนของหลิวจื่ออวี่ตั้งอยู่ในเมืองฉางอาน
เพียงแต่ยามนี้หลิวจื่ออวี่ติดตามจางจวิ้นอยู่ที่ซิงโจว เพื่อจัดการงานทหารเท่านั้น
หลังตรวจสอบแล้ว สตรีผู้นี้เป็นลู่หว่านชิง อนุภรรยาของหลิวจื่ออวี่จริง
เรื่องนี้สำคัญยิ่ง หูเฉวียนจึงไม่กล้าละเลย ทว่าคำกล่าวทั้งหมดในยามนี้ก็เป็นเพียงคำพูดฝ่ายเดียวของลู่หว่านชิง
วิธีจัดการที่เหมาะสมที่สุดคือควบคุมตัวนางไว้ชั่วคราว แล้วส่งฎีกาลับถึงจ้าวกวนเจียโดยทันที
ฎีกาลับใช้เวลาเพียงสามวันก็ถูกส่งไปถึงจ้าวหนิงในพระราชวังหลวงแห่งเปี้ยนจิง
หลังอ่านจบ คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน
จางจวิ้นคิดกบฏหรือ?
จางจวิ้นคิดกบฏ!
จางจวิ้นไม่มีทางคิดกบฏ!
จ้าวหนิงรู้จักจางจวิ้นเป็นอย่างดี จางจวิ้นเป็นขุนนางผู้เที่ยงตรง เป็นผู้มีความรับผิดชอบ กล้ารับภาระ และห่วงใยใต้หล้า!
หากแม้แต่เขายังคิดกบฏ เยว่เฟยก็คงมีโอกาสคิดกบฏเช่นกัน
จ้าวหนิงจมอยู่ในห้วงความคิด
กล่าวไปแล้ว ในประวัติศาสตร์เดิม จางจวิ้นเคยถูกใส่ร้ายว่าคิดกบฏจริง ๆ
ใครเป็นผู้ใส่ร้ายเขา?
ฉินฮุ่ย!
จ้าวหนิงชะงักไป ก่อนจะฉุกคิดขึ้นมาในทันใด
หรือครั้งนี้ก็เป็นฉินฮุ่ยเช่นกัน?
นี่มิได้หมายความว่าจ้าวหนิงมีหลักฐานอยู่ในมือ หากเป็นเพียงความคิดที่เกิดจากความเคยชิน
ในประวัติศาสตร์เดิม ฉินฮุ่ยใส่ร้ายว่าจางจวิ้นคิดกบฏ จ้าวโก้วจึงสั่งค้นจวนของจางจวิ้น และพบว่าในหีบไม้เหล่านั้นมีแต่เสื้อผ้าที่ปะชุนแล้วบ้าง หนังสือเก่า ๆ บ้าง
คราวนี้แม้แต่จ้าวโก้วก็ไม่เชื่อว่าจางจวิ้นจะคิดกบฏ
