“ฝ่าบาทถึงกับส่งฟ่านจงอินไปบัญชาการทหารทางตะวันตกเฉียงใต้ ข้าไม่เข้าใจเลย” ไช่เม่าส่ายหน้า
ฟ่านจงอินเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นแท้ ๆ ไร้ประสบการณ์ด้านการทหารชายแดนแม้แต่น้อย หากเขาไปทางตะวันตกเฉียงใต้ เกรงว่าจะจัดการแม้แต่กิจการทหารและเสบียงมิได้
จ้าวกวนเจียเป็นผู้ที่รอบคอบและเข้มงวดอย่างยิ่งต่อเรื่องสำคัญ เหตุใดเรื่องนี้จึงตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่นเช่นนี้?
“ข้าน้อยก็เห็นว่าครั้งนี้การตัดสินพระทัยของฝ่าบาทหุนหันพลันแล่นเกินไป” ผู้กล่าวคือเฉิงเจิ้น เสนาบดีลี่ปู้ฝ่ายขวา
“ฝ่าบาทถูกชัยชนะตลอดหลายปีมอมเมาจนลุ่มหลง แคว้นต้าหลี่ตั้งอยู่ในเขตภูเขาห่างไกล ชนเผ่าทางตะวันตกเฉียงใต้ทั้งป่าเถื่อนและหยิ่งผยอง บรรดาเผ่าของแคว้นผีหลัวก็กลับกลอกต่อราชสำนักเรา ส่วนแคว้นหลัวเตี้ยนก็สนิทสนมกับแคว้นต้าหลี่ ครั้งนี้ราชสำนักเราบุ่มบ่ามยกทัพเข้าทางตะวันตกเฉียงใต้ เกรงว่า...”
ไช่เม่าถอนหายใจ
ด้วยสภาพภูมิประเทศและขนบธรรมเนียมของชนเผ่าต่าง ๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ การทำศึกที่นั่นยากไม่แพ้การทำศึกในเหลียวตง
ในยุคเกษตรกรรมเช่นนี้ แนวเทือกเขาสูงชันที่ขวางกั้นเส้นทาง สำหรับกองทัพแล้วแทบเป็นด่านนรก
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผลประโยชน์อันซับซ้อนของชนเผ่าต่าง ๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ ผู้คนที่นั่นไม่ยึดถือลัทธิขงจื๊อ ขนบการดำเนินชีวิตแตกต่างจากชาวจงหยวนโดยสิ้นเชิง แม้แต่แนวคิดที่ยอมรับก็ยังไม่เหมือนกัน
ในยุคนี้ ชาวฮั่นที่นั่นถูกมองว่าเป็นคนนอก
หากประมาทเพียงนิด กองทัพใหญ่ก็อาจหลงทางอยู่ในหุบเขา
“ฟ่านจงอินผลักดันการปฏิรูปกิจการทหารมาโดยตลอด ต้องการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ฝ่าบาทส่งเขาไปทางตะวันตกเฉียงใต้ เป้าหมายหลักคงมิใช่การทำศึก แต่เป็นการเจรจากับชนเผ่าทางตะวันตกเฉียงใต้เรื่องระบบปกครองแบบผูกสัมพันธ์ขึ้นใหม่ เพื่อแก้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างทางตะวันตกเฉียงใต้กับราชสำนัก” เฉิงเจิ้นกล่าว
