มิใช่ว่าจ้าวหนิงจงใจขุดหลุมพรางให้ฉินฮุ่ย
ผู้ลงมือทำงานมีหรือจะไม่ผิดพลาด?
การเปลี่ยนนาข้าวเป็นสวนหม่อนคือนโยบายใหม่ระดับภูมิภาคของต้าซ่ง เมื่อเป็นนโยบายใหม่ ย่อมมีหลุมพรางอยู่เบื้องหน้ามากมาย
คนจำนวนไม่น้อยอย่าว่าแต่ให้รับผิดชอบนโยบายใหม่เลย แค่หัวหน้าประชุมแล้วขอให้กล่าวสักสองสามคำ ก็พูดจาติดขัด สมองขาวโพลนแล้ว
แม่น้ำที่อยู่เบื้องหน้าไม่เพียงมีหิน ยังมีช่วงน้ำลึกด้วย เรื่องนี้ย่อมเป็นเช่นนั้นแน่
ปัญหาสารพัดย่อมทยอยผุดขึ้นมาไม่ขาดสาย
ให้ฉินฮุ่ยจัดการเรื่องนี้นับว่าดีที่สุดแล้ว
แน่นอนว่าเมื่อจ้าวหนิงมองเห็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในแผนการของฉินฮุ่ยแล้ว ทั้งยังอาจทำให้แผนล้มเหลว เขาย่อมต้องเตรียมแผนสำรองไว้เป็นแน่
หลังพูดคุยกับฉินฮุ่ยเสร็จ จ้าวหนิงกับหวังหวยจี๋ก็นำรายงานของจางปังชางไปส่งให้จ้าวติ่ง
ความหมายก็คือให้เขาเรียกขุนนางใหญ่มาหารือเรื่องแคว้นต้าหลี่ต่อต้านราชสำนัก
ศึกชาชวนให้ข้าทนไม่ไหวแล้ว!
ยามเที่ยง จ้าวหนิงไปยังตำหนักรุ่ยซือเพื่อร่วมมื้อกลางวันกับเฉียนจิ่นซู
จ้าวหนิงเอ่ยขึ้นกะทันหันว่า “หางโจวเหมาะแก่การปลูกต้นหม่อนหรือไม่?”
เฉียนจิ่นซูวางตะเกียบลง สีหน้าฉายแววฉงน “กวนเจียคิดจะเปลี่ยนนาข้าวเป็นสวนหม่อนหรือเพคะ?”
“มีความคิดเช่นนั้นอยู่”
“วันก่อนพี่ชายมาเยี่ยมหม่อมฉัน เขาก็เอ่ยถึงเรื่องปลูกต้นหม่อนในหางโจว”
“เขาว่าอย่างไร?”
“หากทางการเข้าแทรกแซงโดยบังคับ ย่อมเกิดปัญหามากมายเพคะ” เฉียนจิ่นซูกล่าว
จ้าวหนิงใจไหววูบ พลันสนใจขึ้นมา “ปัญหาใด?”
“ขุนนางท้องถิ่นเพื่อให้ทำงานสำเร็จ ย่อมไม่คำนึงถึงความเป็นความตายของชาวบ้าน หากชาวบ้านไม่ยินยอมเปลี่ยนแปลง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอาจส่งคนไปเหยียบย่ำนาโดยพลการ หากก่อให้เกิดการก่อจลาจลขึ้นมา ย่อมยุ่งยากแล้วเพคะ”
