“ฝ่าบาททรงคืนตำแหน่งฉีอ๋องด้วยเหตุใด?” หานซื่อจงถาม
“การคืนตำแหน่งฉีอ๋องเกี่ยวพันอย่างยิ่งกับการเอาชนะกองทัพจินในศึกครั้งนี้ ในราชสำนักมีคนคิดให้ฉีอ๋องกลับคืนสู่ตำแหน่งมานานแล้ว” เกิ่งจู้กล่าว “แม่ทัพหาน อย่าลืมว่าแต่ไหนแต่ไรมา คนอื่นก็มองพวกเราเป็นพวกเดียวกับฉีอ๋อง โดยเฉพาะฉินฮุ่ยที่เป็นหัวโจก ฉีอ๋องเสียตำแหน่งรัชทายาทเพราะเขา ฝ่ายนั้นใฝ่ฝันจะกำจัดฉีอ๋องอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน วิธีที่จะกำจัดฉีอ๋องก็คือกำจัดพวกเราก่อน!”
หานซื่อจงนิ่งเงียบ
“ข่าวลือที่แพร่สะพัดในเมืองหลวงหลายครั้งก่อนหน้านี้ว่าแม่ทัพหานตั้งตนเป็นใหญ่ มีกำลังทหารอยู่ในเหลียวตง เกรงว่าล้วนเป็นฝีมือฉินฮุ่ย เขาคิดจะเอาชีวิตท่าน”
“แต่ข้ายังไม่ตาย” หานซื่อจงกล่าว “ฝ่าบาททรงเชื่อใจข้า”
“ฝ่าบาททรงเชื่อใจพวกเรา แต่ฝ่าบาทก็ต้องมีวันที่เสด็จสวรรคต!” เกิ่งจู้กล่าวต่อทันที “ตำแหน่งรัชทายาทว่างเว้นมานาน ผู้คนในราชสำนักต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ ฉินฮุ่ยต้องมีแผนสำรอง หากองค์ชายที่มิใช่ฉีอ๋องได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาท ฉินฮุ่ยก็จะอาศัยความใกล้ชิดคว้าโอกาสผูกสัมพันธ์ ฉีอ๋องย่อมต้องสิ้นพระชนม์เป็นแน่!”
“ฉีอ๋องเป็นพระโอรสองค์โตของฝ่าบาท ต่อให้ไม่ได้เป็นรัชทายาท ก็ไม่ถึงกับต้องถูกสังหารอย่างอนาถ เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว”
เกิ่งจู้ร้อนใจอยู่บ้าง หานซื่อจงเหมาะกับการออกรบ แต่เรื่องการเมืองนั้นเขาไม่ถนัดเอาเสียเลย
“การแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทในราชวงศ์มีแต่ต้องสู้กันจนฝ่ายหนึ่งตายไปข้างหนึ่ง บัดนี้พวกเราสนิทสนมกับฉีอ๋อง หากภายหน้าฉีอ๋องไม่ได้คืนตำแหน่ง ทั้งยังถูกฉินฮุ่ยชิงความได้เปรียบไปก่อน ข่าวที่แพร่สะพัดในเมืองหลวงก็จะไม่ใช่เรื่องที่แม่ทัพหานตั้งตนเป็นใหญ่ในเหลียวตงอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น...”
