ส่วนจางป๋อเฟินและเหล่าทหารต่างฟังจนเลือดลมพลุ่งพล่าน
ตลอดสองปีที่ผ่านมา ขุนนางแห่งราชสำนักต้าซ่งต่างก้มหัวประจบประแจงชาวจิน
ต่ำต้อยถึงเพียงใดน่ะหรือ?
เมื่อต้นปีนี้ ในศึกป้องกันตงจิงครั้งแรก ทหารซ่งหลายคนจับทหารจินได้คนหนึ่งแล้วนำตัวเข้าเมือง ประชาชนต่างโห่ร้องยินดี ทว่าพอราชสำนักทราบเรื่อง กลับสั่งประหารทหารซ่งที่จับตัวคนผู้นั้น แขวนศพไว้บนหอประตูเมืองเพื่อประจาน แล้วส่งทหารจินกลับไปอย่างนอบน้อม
มีเพียงผู้ที่เคยกล้ำกลืนความอัปยศเช่นนั้นมาเท่านั้น จึงจะรู้ว่าเวลานี้จักรพรรดิทรงตวาดใส่ศัตรูบนกำแพงเมือง ช่างทำให้รู้สึกสะใจเพียงใด
จ้าวหนิงกระแอมเล็กน้อย ก่อนตะโกนต่อว่า “ว่านเหยียนจงหาน เจ้าต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย!”
น้ำเสียงของเขามั่นใจยิ่ง ราวกับกำลังกล่าวถึงสูตรคณิตศาสตร์ข้อหนึ่ง
ว่านเหยียนจงหานเดือดดาลขึ้นมา เดิมทีเขามาที่นี่เพื่อหยามจ้าวหนิงและข่มขวัญกองทัพซ่ง ใครจะคิดว่าจักรพรรดิแคว้นซ่งผู้นี้จะปากคมยิ่งกว่าคมดาบ
อีกทั้งยังหน้าหนาเสียยิ่งกว่ากำแพงเมือง เขาถูกกองทัพนับแสนล้อมไว้ครบหนึ่งเดือนแล้ว ยังจะเอาความมั่นใจมาจากที่ใด?
เห็นอยู่ว่าเจ้าถูกล้อมอยู่แท้ ๆ แต่ยามพูดกลับวางท่าราวกับเป็นฝ่ายได้เปรียบทุกประการ
“จักรพรรดิแคว้นซ่ง จงฟังให้ดี บัดนี้จงเปิดประตูเมือง ต้อนรับแม่ทัพผู้นี้เข้าเมือง แล้วแม่ทัพผู้นี้จะไม่แตะต้องเจ้าแม้แต่น้อย ทั้งจะปฏิบัติต่อทุกคนในเมืองอย่างดี”
“ฮ่า ๆ ๆ! พวกป่าเถื่อนเอ๋ย!” จ้าวหนิงทอดพระเนตรเหล่าแม่ทัพทหารรอบกาย “พวกเจ้าจงจำไว้ พวกป่าเถื่อนไร้สัตย์ กลัวอำนาจแต่ไม่สำนึกในคุณธรรม!”
