“ให้เขาเข้ามา!”
ยามหานตั๋วเข้ามา เสื้อผ้าหน้าผมล้วนมอมแมม
จากเมืองอวิ๋นโจวถึงโหยวโจวมีระยะทางถึง 800 ลี้ อีกทั้งยังมีเทือกเขาเยียนซานทอดขวางกั้น
อู๋เจี้ยยึดอวิ๋นโจวได้เมื่อวันที่ 4 เดือนเก้า บัดนี้ล่วงถึงวันที่ 30 เดือนเก้าแล้ว
หานตั๋วใช้เวลายี่สิบกว่าวันเต็ม กว่าจะหนีจากอวิ๋นโจวมาถึงโหยวโจวอย่างทุลักทุเล
หากระหว่างทางไม่ได้แวะเลี้ยวไปเติมเสบียงที่เว่ยโจว ทั้งยังได้รับการจัดสรรกำลังพล เกรงว่าหานตั๋วคงต้องใช้เวลานานกว่านี้ หรืออาจถูกโจรปล้นฆ่ากลางทางก็เป็นได้
ถึงยามนั้นจินอูจู๋คงได้สบถด่าจนปากเปียกปากแฉะ
เมื่อเห็นสภาพของหานตั๋ว หานฉางก็ถามอย่างประหลาดใจว่า “เจ้าเป็นอะไรไป?”
“ท่านอ๋องเว่ย! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
สีหน้าของอูจู๋เย็นชาลงเล็กน้อย เขาถามอย่างสงบนิ่งว่า “เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
“อวิ๋นโจว! อวิ๋นโจวถูกกองทัพซ่งยึดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
อูจู๋ยังไม่ทันลุกพรวด หานฉางก็ผุดลุกขึ้นก่อนแล้ว “เจ้าว่าอะไรนะ!”
“อวิ๋นโจว...อวิ๋นโจวถูกกองทัพซ่งตีแตกแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“เป็นไปไม่ได้!” หานฉางเบิกตาแทบถลน “อวิ๋นโจวมีกำลังทหารสะสมอยู่หลายหมื่น กองทัพซ่งหดหัวอยู่ในด่านเยี่ยนเหมิน ไม่กล้าออกมาแม้แต่ก้าวเดียว...”
หานตั๋วตัดบทเขา “แม่ทัพใหญ่ฝ่ายซ้ายยกทัพไปปราบชาววังกู่ อวิ๋นโจวจึงว่างเปล่า...อู๋เจี้ยเลยฉวยโอกาสนี้ได้!”
ใบหน้าของอูจู๋พลันซีดเผือด
เรื่องผู่ฉาสือเจียหนูยกทัพไปปราบชาววังกู่ อูจู๋รู้ดี ต้นเดือนเก้าเขาได้รับข่าวจากอวิ๋นจงแล้ว
อูจู๋ไม่ได้คัดค้านการปราบชาววังกู่ หรือจะกล่าวว่าเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ใหญ่ของต้าจินในยามนี้อยู่แล้ว
แคว้นจินใช้ทั้งวิธีกดข่มและดึงชนเผ่าต่าง ๆ บนทุ่งหญ้ามาเป็นพวกอยู่เสมอ
อูจู๋เองก็เคยใช้เวลาสองปีปราบชาวเหมิงอู๋แห่งม่อเป่ย
