“เรียนตามตรงนะขอรับท่านกัว ช่วงหลายปีมานี้ทางเหนือไม่สู้ดีนัก อีกทั้งราชสำนักยังบังคับใช้นโยบายใหม่ในภาคเหนือ เจ้าของที่ดินหลายคนจึงไม่มีที่นาเหลือแล้ว”
กัวหรงจึงพยักหน้า ก่อนกล่าวยิ้ม ๆ ว่า “อย่าได้ใส่ใจเลย ข้าเพียงถามไปอย่างนั้นเอง”
หูเฉวียนเดินออกไป
กัวจวิ้นกล่าวว่า “ยินดีกับท่านด้วยขอรับ ครานี้จะได้กำไรอีกก้อนแล้ว”
“เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าคนผู้นี้แปลกพิกล?”
“ท่านคิดมากไปแล้ว พวกเขาก็แค่มาซื้อเสบียงเท่านั้น”
“เจ้าไม่รู้หรอก ช่วงหลายเดือนมานี้จือฝู่โจวกำชับพวกเราอยู่เสมอให้ระมัดระวัง ราชสำนักกำลังทำสงครามกับข้าศึกจิน เสบียงกับเงินทองทางเหนือไม่เพียงพอ ในท้องพระโรงมีคนเสนอให้ขึ้นภาษีทางใต้ตั้งนานแล้ว กระทั่งจะบังคับใช้นโยบายใหม่ ข้าเกรงว่าคนผู้นี้จะเป็นคนที่ราชสำนักส่งมา”
กัวจวิ้นกล่าวว่า “เขาก็ไม่ได้สอบถามเรื่องใด คงไม่ใช่คนที่ราชสำนักส่งมาหรอกขอรับ”
หูเฉวียนเพิ่งออกจากตระกูลกัวไปได้ไม่นาน ผู้ที่ไปกู้ยืมเงินก็วิ่งกลับมา
“ท่านขอรับ แย่แล้ว เกิดเรื่องขึ้นแล้ว!”
“เรื่องใด?”
“ตอนกัวฉางไปทวงหนี้ พบว่ามีครอบครัวหนึ่งคิดจะหนี เขาจึงสั่งสอนคนบ้านนั้นไปเล็กน้อย ผลปรากฏว่ามีคนกลุ่มหนึ่งเข้ามารุมทุบตีกัวฉาง ทั้งยังบอกว่าจะไปแจ้งทางการ กล่าวหาว่าพวกเราทำผิดกฎขอรับ”
“ทำผิดกฎอะไร?” กัวหรงถามอย่างหงุดหงิด
“พวกเขาบอกว่าราชสำนักกำหนดดอกเบี้ยเงินกู้รายปีไว้ไม่เกินหนึ่งเท่าของเงินต้น แต่พวกเราคิดถึงสามเท่าขอรับ”
“คนพวกนั้นอยู่ที่ใด?”
“เข้าเมืองเซียงหยางไปแล้วขอรับ”
กัวจวิ้นที่อยู่ข้าง ๆ ถามว่า “ไปแจ้งทางการหรือ?”
