“ได้ยินข่าวหรือยัง?” หวังจงหวังเดินดุ่ม ๆ เข้าไปยังที่ว่าการของเฉียนอวี้ชิง
“ข่าวอะไรหรือ?” เฉียนอวี้ชิงถามอย่างสงสัย
“เยว่เฟยเอาชนะกองทัพจินกำลังหลักที่ฉีโจวได้แล้ว!” หวังจงหวังเอ่ยด้วยความตื่นเต้น
“รวดเร็วถึงเพียงนี้เชียว!” เฉียนอวี้ชิงเองก็รู้สึกตื่นตะลึง
“ใช่แล้ว!” หวังจงหวังทอดถอนใจ “เหนือความคาดหมายของทุกคนจริง ๆ เจ้าไม่เห็นหรือ คนพวกนั้นตกตะลึงจนแทบอ้าปากค้าง เยว่เฟย! เยว่เผิงจวี่! เกรงว่าโฉมหน้าราชสำนักจะเปลี่ยนไปแล้ว!”
“เขามิใช่ยังติดอยู่ในเรื่องวุ่นวายของสกุลหลิวซื่อ?” เฉียนอวี้ชิงกล่าว
หวังจงหวังหัวเราะหึ ๆ “หลิวซื่อยอมรับแล้วว่า ในอดีตเป็นฝ่ายทอดทิ้งเยว่เฟย บัดนี้เห็นเยว่เฟยได้เลื่อนตำแหน่ง จึงคิดจะรีดเงินก้อนหนึ่ง”
“ยอมรับแล้วหรือ?”
“ไม่ผิด ยอมรับแล้ว”
“เช่นนั้น เหตุใดไท่เว่ยหวังจึงไม่กล่าวเรื่องนี้ให้พวกเขาฟัง ในที่ประชุมสำนักราชกิจก่อนหน้านี้?”
“ข้าพูดเกริ่นไปคำหนึ่งแล้ว เป็นพวกเขาเองที่ไม่เชื่อ”
เฉียนอวี้ชิงเข้าใจในทันที หวังจงหวังกำลังเล่นเล่ห์ ทั้งที่รู้ความจริงอยู่แล้ว แต่จงใจไม่พูดออกมา ปล่อยให้บางคนถกเถียงกันอยู่ตรงนั้น
ส่วนเหตุผลที่เขาทำเช่นนี้ก็เรียบง่าย คนเหล่านั้นที่ฉวยโอกาสซ้ำเติมเยว่เฟยในยามคับขัน จะได้เผยตัวออกมาเอง จากนั้นก็ขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
หลักการนี้เข้าใจได้ไม่ยาก สมมติว่าจู่ ๆ บุคคลผู้เก่งกาจอย่างยิ่งก้าวเข้าสู่กลุ่มแกนกลางของบริษัท ย่อมมีผู้คนจำนวนมากแห่เข้าหาบุคคลผู้นั้น
การเข้าหาทรัพยากรที่ได้เปรียบเป็นธรรมชาติร่วมกันของสังคมมนุษย์
ทว่าทรัพยากรที่ได้เปรียบมีจำกัด หากผู้คนแห่กันเข้าไปมากมายในคราวเดียว แล้วต่อไปข้าหวังจงหวังจะตั้งใจสานสัมพันธ์กับเยว่เฟยอย่างเต็มที่ได้อย่างไร?
