“ท่านอัครเสนาบดีใหญ่ ฉินซีออกจากเมืองหลวงไปแล้ว” หูอิ๋นกล่าว
“ข้าทราบแล้ว”
“ท่านอัครเสนาบดีใหญ่ มีคนในราชสำนักกำลังวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้”
จ้าวติ่งกำลังคัดหนังสือ แสงอาทิตย์ฤดูหนาวทอดลงบนร่าง ทำให้เขาดูอบอุ่นอ่อนโยน
จ้าวติ่งมิได้ถามว่าคนในราชสำนักวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างไร
หูอิ๋นรออยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “มีคนกล่าวหาว่าท่านปกป้องฉินซี”
“ปล่อยให้พวกเขาพูดไปเถิด”
“แต่คำคนย่อมน่าครั่นคร้าม”
“หากทำสิ่งใดก็ต้องถูกคำคนเหนี่ยวรั้ง มิเท่ากับถูกผู้อื่นจูงจมูกหรือ?”
“เหตุใดท่านอัครเสนาบดีใหญ่จึงต้องปกป้องฉินซี?”
“ฉินฮุ่ยผลักดันนโยบายใหม่ในแดนใต้ หลายปีมานี้เขามีความชอบใหญ่หลวง แม้จะมีใจเห็นแก่ตน แต่ก็ไม่ควรบีบคั้นเขาจนไร้ทางรอดเพียงเพราะเรื่องนี้ วิธีการของลวี่อี้ห้าวแข็งกร้าวเกินไป หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ความขัดแย้งในราชสำนักจะยิ่งทวีความรุนแรง คนเบื้องล่างก็จะคอยดูทิศทางลมแล้วเปลี่ยนตาม มิเท่ากับเกิดการแย่งชิงอำนาจระหว่างพรรคพวกเช่นในอดีตอีกครั้งหรือ?”
“แต่คนของฉินฮุ่ยถูกปลดออกทีละคนในช่วงปีสองปีนี้ เขาคงไม่ยอมรามือง่าย ๆ เกรงว่าการจัดตำแหน่งให้ฉินซีเพียงคนเดียว จะไม่อาจคลี่คลายสถานการณ์ได้”
“ข้าส่งคนไปยังจวนฉินเพื่อฝากถ้อยคำแล้ว ส่วนทางลวี่อี้ห้าว ข้าก็จะชี้แจงให้กระจ่าง อีกทั้งเกาชิวด้วย”
“เกาชิวเป็นคนของฝ่าบาท ท่าน...”
“ข้าทราบ” จ้าวติ่งก้มหน้าคัดอักษรต่อ “ฝ่าบาทมีพระดำริของฝ่าบาท ไช่เม่าก็มีจุดมุ่งหมายของไช่เม่า ลวี่อี้ห้าวมีความเห็นของลวี่อี้ห้าว ฉินฮุ่ยเองก็มีความเห็นแก่ตน ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร ภายในราชสำนักต้องไม่ปั่นป่วน นี่ก็เป็นพระดำริของฝ่าบาทเช่นกัน”
