“รายงาน!” ทหารส่งข่าววิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว แล้วกล่าวกับเสอหยุน ตูถ่งหลินโจวว่า “ท่านตูถ่ง (แม่ทัพคุมทัพ) มีคนส่วนหนึ่งในขบวนลำเลียงเสบียงอาหารเป็นพิษจนปวดท้องขอรับ”
“ให้คนที่ปวดท้องหยุดพักก่อน หาคนมาแทน ส่วนที่เหลือเดินทัพต่อไป”
เห็นได้ชัดว่าเสอหยุนคุ้นชินกับเรื่องเช่นนี้แล้ว
การทำศึกในสมัยโบราณ มิใช่เพียงการบัญชาการในสนามรบที่เป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง การจัดการระหว่างเดินทัพก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน
เมื่อคนออกเดินทาง เรื่องวุ่นวายสารพัดย่อมเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการนำคนมาด้วยนับหมื่น
จางจื้อ ผู้ควบคุมกำลังพล กล่าวขึ้นว่า “ท่านตูถ่ง ที่นี่ห่างจากแม่น้ำหวงเหอเพียงสามสิบลี้ ข้ามแม่น้ำหวงเหอไปก็ถึงเป่าเต๋อแล้ว มิสู้หาที่พักเบื้องหน้า ให้ทุกคนพักผ่อนและฟื้นกำลัง เตรียมพร้อมเข้าห้ำหั่นดีหรือไม่ขอรับ!”
“แถบนี้มีภูเขามาก เบื้องหน้ายังมีเนินเขา มิใช่สถานที่พักแรม รอถึงริมแม่น้ำหวงเหอแล้วค่อยพักก็ยังไม่สาย” เสอหยุนกล่าว
“ท่านตูถ่งปราดเปรื่อง เป็นข้าน้อยที่สะเพร่า” จางจื้อกล่าว “แต่บริเวณนี้ไม่มีทางมีกองทัพศัตรู กองทัพซ่งรุกลึกเข้ามาในเขตฝู่โจว ย่อมไม่กล้าแบ่งกำลังออกไปโดยพลการ”
ระหว่างที่กำลังพูดคุยกัน พลันมีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น
เห็นคนผู้หนึ่งในขบวนล้มลงตามเสียงนั้น
ทุกคนยังไม่ทันได้สติ ก็เห็นประกายโลหะเย็นเยียบจำนวนนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงตะวัน พริบตาเดียวก็เทกระหน่ำลงมาจากภูเขาเบื้องหน้าราวกับน้ำตก
ลูกธนูแหลมคมนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นกลางอากาศ ทหารหนุ่มด้านล่างยังไม่ทันตั้งตัว บ้างถูกยิงทะลุลำคอ บ้างถูกลูกธนูปักเข้าที่ขาหรือศีรษะ
