แน่นอนว่า มิใช่ขุนนางทุกคนจะคิดฉวยโอกาสเจรจาเงื่อนไขสงบศึกกับชาวจิน
เมื่อวานโม่โฉวยังลอบถวายฎีกาถึงจ้าวหนิง เสนอให้ฉวยชัยบุกโจมตีมิใช่หรือ?
เมื่อพิจารณาจากสภาพการต่อสู้ทางการเมืองในราชสำนักต้าซ่งแล้ว ย่อมมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเพียงลำพัง เบื้องล่างย่อมมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่คิดเช่นนี้
กล่าวได้เพียงว่า ในช่วงปลายราชวงศ์ซ่งเหนือ ซ่งฮุยจงจ้าวจี๋กดขี่ผู้คนมานานหลายสิบปี จนเบื้องล่างเต็มไปด้วยพวกฉวยโอกาส
อย่าได้เชื่อคำพูดเหลวไหลของพวกเขาเป็นอันขาด
เรื่องเช่นนี้ ซ่งชินจงในอดีตก็มิใช่ไม่เคยทำ
คราวที่เมืองตงจิงถูกล้อมเป็นครั้งแรก แม่ทัพฉงซือเต้าพาทหารหนึ่งแสนนายมาช่วยราชสำนัก สถานการณ์ในเมืองตงจิงกำลังเป็นใจอย่างยิ่ง
ยามนั้นมีคนผู้หนึ่งกระโดดออกมา คิดว่าตนเก่งกาจนัก คนผู้นี้ชื่อเหยาผิงจ้ง
เจ้าหมอนี่เสนอตัวว่าจะจู่โจมทัพจิน ฉงซือเต้าคัดค้านแต่ไม่เป็นผล ซ่งชินจงจ้าวหวนกลับเห็นชอบ
ผลคือยังไม่ทันได้จู่โจม ข่าวก็รั่วไหลไปเสียก่อน ว่านเหยียนจงวั่งจัดทัพรอไว้แล้ว พอทัพซ่งมาถึงก็ถูกถล่มจนยับเยิน
ส่วนเหยาผิงจ้งก็หนีเตลิดไปอย่างรวดเร็ว หายวับไปในพริบตา
ตามบันทึกในประวัติศาสตร์ ช่วงราชวงศ์ซ่งใต้มีพระรูปหนึ่งในวัดห่างไกลแห่งหนึ่งในเสฉวน อ้างว่าตนคือเหยาผิงจ้ง
เจ้าหมอนี่ได้รับการยกย่องว่าเป็นแม่ทัพที่หนีเก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่มีผู้ใดเทียบได้
พอเกิดเรื่องเช่นนี้ ฝ่ายสนับสนุนการเจรจาสงบศึกและฝ่ายยอมจำนนในเมืองก็พลันได้ใจ เริ่มพากันโจมตีอีกฝ่าย
เพราะฉะนั้น อย่าทำเรื่องบ้าบิ่น
ตั้งหลักให้มั่น คือสิ่งสำคัญที่สุด
อย่าเชื่อคำยืนยันหนักแน่นของคนพวกนั้นด้วย คนเหล่านี้เคยชินกับการใช้ชีวิตในยามสงบ จึงมีนิสัยเสียอยู่ข้อหนึ่ง คือพูดส่งเดช
เช้าตรู่วันที่ 2 เดือนสิบสอง จ้าวหนิงเพิ่งเสวยอาหารเช้าเสร็จ เกาชิวก็วิ่งเข้ามารายงานว่า “ฝ่าบาท ข้างนอกลือกันว่าชาวจินต้องการเจรจาสงบศึกกับพวกเรา บางคนบอกว่าราชสำนักตกลงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อ้อ คนที่ลือกันมีมากหรือไม่?”
“มีอยู่บ้าง แต่ก็มีบางคนบอกว่าราชสำนักจะไม่เจรจาพ่ะย่ะค่ะ” นอกจากมารายงานแล้ว จุดประสงค์หลักที่เกาชิวมาคือหยั่งท่าทีของฮ่องเต้
