จ้าวหนิงคิดว่า มาถึงขั้นนี้ก็เพียงพอแล้ว
“วิภาษวิธี”“วิธีนิรนัย”“วิธีอุปนัย”ล้วนถูกเสนอออกมาแล้ว
อีกทั้งยังเสนอแนวคิดเรื่องมรรคา อันเป็นกฎเกณฑ์เชิงภววิสัย ซึ่งจะส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อความคิดและวิธีคิดของพวกเขา
โดยเฉพาะ“วิธีนิรนัย”กับ“วิธีอุปนัย”นับเป็นกระบวนการคิดเชิงตรรกะที่ขาดไม่ได้ในการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
ตำราที่รวบรวมแนวคิดเหล่านี้จะถูกนำเข้าไปไว้ในมหาวิทยาลัย
ยามนี้เฉินกุยยังประดิษฐ์นาฬิกากลไกที่เดินได้ขึ้นมาแล้ว ทั้งยังมีตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม
ท้ายที่สุดแล้ว ดอกไม้แห่งวิทยาศาสตร์จะเบ่งบานเป็นภาพอันงดงามวิจิตรเช่นใดในต้าซ่ง จ้าวหนิงเองก็ไม่อาจล่วงรู้ ต่อจากนี้คงต้องให้สถาบันศึกษาสรรพสิ่งจัดการต่อ
วันที่ 10 เดือนสาม ฤดูหนาวผ่านพ้น ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน แม้แต่รอบนอกเมืองซ่างจิงก็เริ่มมีสีเขียวแต้มประปราย
ขบวนรถม้าสายหนึ่งเดินทางเข้าสู่ซ่างจิง ท่ามกลางกองกำลังขนาดใหญ่ที่ออกมาต้อนรับ
ยามบ่าย อวี๋ยุ่นเหวินในฐานะทูตของฮ่องเต้ต้าซ่งได้เข้าไปในพระราชวังแคว้นจิน เพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้แคว้นจิน ว่านเหยียนจงผาน
เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊ ตลอดจนพระญาติและเชื้อพระวงศ์ของแคว้นจินล้วนอยู่ ณ ที่นั้น
อวี๋ยุ่นเหวินกล่าวว่า “ขุนนางผู้น้อยเป็นตัวแทนฮ่องเต้ต้าซ่ง ขอแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อฮ่องเต้พระองค์ก่อนของแคว้นจิน ว่านเหยียนอู๋ฉี่ไหม่ และขอถวายพระพรแด่ฮ่องเต้แคว้นจิน ขอแสดงความยินดีที่ทรงขึ้นครองราชย์ ขอให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นสงบสุขสืบไปชั่วกาลนาน”
“ทูตซ่งไม่ต้องมากพิธี” ว่านเหยียนจงผานกล่าว
