หวังฉวนชิ่งมิใช่คนกระดูกเหล็ก แน่นอนว่าเขาย่อมอยากเข้าเฝ้าฮ่องเต้ด้วยตนเอง เขาไม่เชื่อคำสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ ที่ผู้อื่นวาดไว้
แต่หากฮ่องเต้วาดคำสัญญาไว้เองแล้วไม่ทำตาม ภายหน้าจะให้ผู้ใดเชื่อถือได้อีก?
ยังจะมีผู้ใดกล้าเชื่อคำตรัสของฮ่องเต้อีก?
หวังฉวนชิ่งเผยรอยยิ้มลึกลับ ทว่าอาจเพราะกระทบแผลบนใบหน้า จึงร้องโอดโอยขึ้นมาอีกครั้ง
เกาชิวที่ยืนอยู่ด้านข้างกล่าวว่า “ร้องโวยวายอะไร! หากไม่พูด ก็จะตีต่อ!”
“พูดแล้ว ๆ!”
“ฝ่าบาท กระหม่อมทำบัญชีเล่มหนึ่ง บันทึกรายละเอียดของทุกคนที่มารับชาไปจากกระหม่อมไว้หมดแล้ว ว่าใครส่งคนมา รับไปเท่าใด ล้วนมีบันทึกไว้ ขอเพียงอาศัยบันทึกของกระหม่อม ไปตามหาผู้ที่มารับสินค้า แล้วสอบถามก็จะรู้ความ”
“บัญชีอยู่ที่ใด?”
“อยู่ที่บ้านกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหนิงครุ่นคิด หากขุนนางคนใดต้องการไปรับสินค้าจากหวังฉวนชิ่ง ย่อมต้องส่งคนไปแสดงตัวตนให้ชัดเจน มิฉะนั้นใครจะกล้ามอบสินค้าดี ๆ ให้แก่คนที่ไม่ยอมบอกชื่อแซ่?
ต่อให้คิดจะติดสินบนผู้ใด ก็ต้องยืนยันก่อนว่าคนผู้นั้นคือเป้าหมายที่ตนต้องการติดสินบนใช่หรือไม่?
เมื่อคนผู้นั้นส่งคนของตนมารับสินบนจากเจ้า เจ้าก็ต้องยืนยันเช่นกันว่าคนที่ถูกส่งมานั้นเป็นคนของเป้าหมายที่เจ้าต้องการติดสินบนหรือไม่?
เพราะฉะนั้นจึงมีคำกล่าวว่า หากอยากมิให้ผู้ใดล่วงรู้ ก็อย่ากระทำการอันใดให้เป็นที่ประจักษ์
ทำเรื่องลักขโมยย่อมไม่มีทางไม่ทิ้งร่องรอย ทุกคนล้วนมิใช่คนโง่ ย่อมรู้จักตรวจสอบตัวตน และรู้จักเผื่อทางหนีทีไล่ให้ตนเอง
หวังฉวนชิ่งหันไปยิ้มแหย ๆ ให้จ้าวหนิง คล้ายกำลังประจบจ้าวกวนเจีย
แต่ในสายตาจ้าวหนิง รอยยิ้มนั้นช่างน่าขยะแขยงยิ่งนัก
“ฝ่าบาท ที่นี่กระหม่อมก็มีบัญชีรายชื่อ กระหม่อมมีบัญชีรายชื่อด้วยพ่ะย่ะค่ะ!” จางฝู่ ผู้ช่วยในสำนักตูฉาฉาง ร้องบอกมาทางนี้
