ยามเย็นวันที่ 29 เดือนสิบสอง จ้าวหนิงมาถึงคุกหลวง
เสอเข่อฉิวถูกคุมขังอยู่ที่นี่
ใต้แสงเทียนสลัว เสอเข่อฉิวมองเห็นเงาร่างของจ้าวกวนเจียได้ราง ๆ
จ้าวหนิงถามว่า “เสอเข่อฉิว เจ้ายังมีสิ่งใดจะกล่าวอีกหรือไม่?”
เสอเข่อฉิวเงยหน้ามองจ้าวหนิงแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่มีสิ่งใดจะกล่าว ขอเพียงจ้าวกวนเจียเห็นแก่บรรพชนของข้าที่ภักดีต่อราชสำนัก โปรดละเว้นครอบครัวของข้าด้วย”
“เจ้ายังรู้จักเอ่ยถึงบรรพชนของตนด้วยหรือ!” จ้าวหนิงแค่นยิ้ม “เจ้าทำให้ตระกูลเสอขายหน้าจนสิ้นแล้ว”
“ตระกูลเสอภักดีต่อแผ่นดินมาหลายชั่วคน ขอจ้าวกวนเจียเห็นแก่เรื่องนี้ เหลือทายาทไว้ให้ตระกูลเสอสักคนเถิด”
“วางใจเถิด เราไม่ใช่ผู้ปกครองที่เลอะเลือนและไร้เมตตาเช่นนั้น เสอเยี่ยนจื้อกำลังได้รับความไว้วางใจจากเรา ส่วนคนในสายสกุลของเจ้า อย่าได้หวังเลย”
“เช่นนั้นเหตุใดจ้าวกวนเจียจึงยังมาพบข้า หรือจะมาเยาะเย้ยข้า?”
“อู๋เจี้ยเอาชนะเจ้าได้ ก็นับเป็นความอัปยศใหญ่หลวงที่สุดของเจ้าแล้ว ไยเราต้องมาด้วยตนเอง!” จ้าวหนิงกล่าวอย่างดูแคลน “เรามาพบเจ้าเพราะเห็นแก่บรรพชนของตระกูลเสอ และเพื่อให้คำชี้แจงแก่ผู้คนทั่วหล้า!”
ใบหน้าเสอเข่อฉิวซีดเผือดราวกับไร้ชีวิต
“ครั้นเจ้าสวามิภักดิ์ต่อแคว้นจิน เหตุใดจึงไม่คิดบ้างว่าบรรพชนเหล่านั้นจะยินยอมหรือไม่!”
“ข้าถูกบีบบังคับจนไร้ทางเลือก!”
“แล้วเหยากู่กับฉงซือจงเล่า!” จ้าวหนิงขึ้นเสียงฉับพลัน
แม้เหยากู่จะไม่น่าเชื่อถือ แต่ท้ายที่สุดก็พลีชีพเพื่อแผ่นดิน
ส่วนฉงซือจงยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง เขายืนหยัดต่อสู้จนสิ้นใจเพื่อแสดงเจตจำนง
