“ฉินเซี่ยงกง ต้องการให้ข้าน้อยช่วยเช็ดเหงื่อหรือไม่?” เกาชิวถามด้วยความห่วงใย
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง”
เกาชิวกล่าวอย่างจริงจังว่า “เช่นนั้นเราพูดกันต่อดีหรือไม่?”
ใบหน้าของฉินฮุ่ยเขียวคล้ำสลับซีด ทว่าฝืนทำใจให้สงบแล้วกล่าวว่า “เชิญ”
“หวังเสี่ยนผู้นี้อยู่ที่ทำการสำนักองครักษ์หลวง ฉินเซี่ยงกงต้องการพบเขาสักครั้งหรือไม่?”
ฉินฮุ่ยยิ้มเช่นกัน “ข้าไม่รู้จักหวังเสี่ยนผู้นี้ เกาไท่เว่ยอย่าได้คว้าใครที่ไหนมาแล้วกล่าวหาว่าเป็นคนของข้า”
เกาชิวยิ้มแย้มยิ่งกว่าเดิม รอยยิ้มนั้นสดใสราวบุปผาที่เบ่งบานทีละดอกใต้แสงวสันต์ “ฮ่า ๆ ๆ ๆ ฉินเซี่ยงกงจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ยอมรับอีกหรือ?”
ฉินฮุ่ยยิ้มตอบ “เรื่องที่ไม่มีมูลเช่นนี้ จะให้ข้ายอมรับได้อย่างไร?”
ทุกคนมองคนทั้งสองที่ยิ้มให้กัน หากไม่รู้ความจริง คงนึกว่าพวกเขาคือสหายเก่าที่พลัดพรากกันมานานและเพิ่งได้กลับมาพบกัน จึงกำลังพร่ำรำลึกถึงมิตรภาพในอดีตด้วยความตื้นตัน
“เพราะเช่นนี้ข้าจึงถามฉินเซี่ยงกงว่า ต้องการพบเขาหรือไม่?”
“พบแล้วจะเป็นอย่างไร หรือเกาไท่เว่ยจะคว้าใครสักคนมา พอเห็นข้าก็กล่าวว่ารู้จักข้า อ้างว่าข้าเลี้ยงดูเขามาหลายปี แล้วเรื่องนั้นจะกลายเป็นความจริงหรือ? เกาไท่เว่ย หากท่านไม่พอใจข้าจริง ๆ ข้ายินดีขออภัย หากข้าล่วงเกินสิ่งใดไป โปรดให้อภัยด้วย พวกเราต่างก็ทำงานเพื่อแบ่งเบาภาระของฝ่าบาทและรับใช้ต้าซ่ง ความเข้าใจผิดใดจะคลี่คลายไม่ได้เล่า?”
“ฉินเซี่ยงกง มิใช่ว่าข้าน้อยมีเรื่องบาดหมางกับท่าน แต่หวังเสี่ยนมีจดหมายลับฉบับหนึ่งอยู่กับตัว พอดีเขาเก็บรักษามันไว้ ข้าน้อยเองก็ไม่อยากเชื่อว่าฉินเซี่ยงกงผู้ตรากตรำรับใช้ต้าซ่งมาโดยตลอดจะเป็นสายลับของชาวจิน ทว่าหลักฐานวางอยู่ตรงหน้าแล้ว ใจข้าน้อยเจ็บปวดเหลือเกิน จำต้องเชื่อ”
