คำถามของว่านเหยียนอู๋ฉี่ไหม่ทำให้ทุกคนเงียบ ไม่มีใครตอบอยู่ครู่หนึ่ง
“หูหลู่ป๋อจี๋เลี่ย ท่านมีความเห็นเช่นไร?”
ว่านเหยียนจงกานก้าวออกมาจากแถวแล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าเรียกโหลวซื่อกลับมาก่อนก็ได้ ส่วนแนวรบตะวันออกกับแนวรบกลางไม่จำเป็นต้องถอนทัพพ่ะย่ะค่ะ”
“เพราะเหตุใด?”
“แนวรบกลางกับแนวรบตะวันตกเป็นแหล่งทรัพย์สินและรายได้ของแคว้นซ่ง ส่วนส่านซีอาจวางไว้ก่อน ขอเพียงยึดแหล่งทรัพย์สินและรายได้ของแคว้นซ่งได้ ส่านซีก็จะพ่ายแพ้ไปเองโดยไม่ต้องรบพ่ะย่ะค่ะ”
ว่านเหยียนอู๋ฉี่ไหม่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดมากไปกว่านั้น แล้วถามว่านเหยียนจงวั่งต่อ “จงวั่งเล่า?”
ว่านเหยียนจงวั่งก้าวออกมาจากแถวแล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมกลับเห็นว่าปัญหาใหญ่ที่สุดในยามนี้มิใช่การปราบซ่งพ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้ เหตุใดเจ้าจึงกล่าวเช่นนั้น?”
ว่านเหยียนจงวั่งกล่าวว่า “ปัญหาใหญ่ที่สุดของราชสำนักเราในยามนี้ มิได้อยู่ที่แคว้นซ่งพ่ะย่ะค่ะ”
“จงว่ามาโดยละเอียด”
“พ่ะย่ะค่ะ” ว่านเหยียนจงวั่งกระแอมสองครั้ง สุขภาพของเขาไม่สู้ดีนัก ปีก่อนเดิมทีเขาก็ลงใต้และสร้างความชอบไว้มาก แต่น่าเสียดายที่ปีนี้ไม่ได้เข้าร่วมสงครามซ่งกับจินครั้งที่สามเพราะปัญหาสุขภาพ
เดิมทีรองแม่ทัพใหญ่แนวรบตะวันออกเป็นว่านเหยียนจงวั่ง แต่ถูกเปลี่ยนเป็นว่านเหยียนจงฝู่
“ฝ่าบาท ปัญหาหลักของราชสำนักเรามีอยู่สองประการ ประการแรกคือการผสานกำลังของกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ภายใน นับแต่ปฐมจักรพรรดิสถาปนาแคว้นเมื่อสิบสามปีก่อน ราชสำนักเราก็ทำลายแคว้นเหลียวและปราบแคว้นซ่ง ขยายอาณาเขตอย่างรวดเร็ว ทว่ารากฐานในท้องถิ่นกลับยังไม่มั่นคง รายรับรายจ่ายของราชสำนักไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง ทั้งยังมีความขัดแย้งภายในระหว่างแต่ละกองกำลังมากมาย”
“ประการที่สองคือชนเผ่าเหมิงอู๋ทางทุ่งหญ้าตะวันตกไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก หากไม่ยับยั้งไว้ ต่อไปจะกลายเป็นภัยใหญ่หลวงพ่ะย่ะค่ะ”
ชนเผ่าเหมิงอู๋ที่เขากล่าวถึงเป็นต้นกำเนิดของชาวมองโกล เดิมมีชื่อว่าเผ่าซื่อเหวย
