อาล่าฮูสือครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ไม่จำเป็นถึงเพียงนั้น รอให้กองทัพของเราพักผ่อนสักคืน พรุ่งนี้เช้าค่อยบุกเมืองก็ยังไม่สาย ส่งหน่วยสอดแนมออกไปตรวจสอบต่อ ต้องสืบให้แน่ชัด กองทัพซ่งอาจมีกำลังเสริมมาถึงในไม่ช้า เราต้องคว้าโอกาสสำคัญนี้ไว้ให้ได้!”
“ขอรับ!”
หลังฟ้ามืด ชาววังกู่ก็ส่งเสียงโห่ร้องตะโกนอยู่นอกเมือง เพื่อกดดันผู้คนภายในเมือง
ค่ำคืนผ่านไปโดยไร้เหตุการณ์ใด รุ่งเช้าวันต่อมา อาล่าฮูสือก็เริ่มสั่งให้คนบุกเมือง
วิธีบุกเมืองของชาววังกู่นั้นเรียบง่ายยิ่ง ใช้บันไดเมฆควบคู่กับธนู
บันไดเมฆเองก็ทำอย่างง่าย ๆ เป็นเพียงบันไดไม้ที่ทำขึ้นเฉพาะหน้า
ชาววังกู่เป็นชนเผ่าเร่ร่อน ฝึกยิงธนูมาตั้งแต่เด็ก
ในกองทัพชาวฮั่น พลธนูล้วนเป็นยอดฝีมือ
แต่ในหมู่ชนเผ่าเร่ร่อนอย่างชาววังกู่ พลธนูกลับเป็นเพียงทหารธรรมดา ธรรมดาจนไม่อาจธรรมดาไปกว่านี้
เสบียงและยุทธปัจจัยของชาววังกู่ไม่เหมือนชาวฮั่นที่มีทั้งเกราะเหล็กและดินปืน พวกเขาเลี้ยงม้าไม่ก็ทำธนู
เช่นเดียวกัน ชาวเหมิงอู๋ที่อาศัยอยู่ในม่อเป่ยก็เป็นเช่นนี้
ห่าธนูหนาแน่นราวกับฝนกระหน่ำสาดใส่หอประตูเมือง ผลลัพธ์ย่อมเห็นได้ชัด แม้แต่ทหารซ่งที่สวมเกราะเหล็กก็ยังไม่อยากเผชิญห่าธนูซึ่งหน้า
ถึงอย่างไร ลูกธนูก็อาจพุ่งมาโดนใบหน้าได้ทุกเมื่อ
เมื่อพลธนูหลายชุดยิงจนหมดแล้ว ขวัญกำลังใจบนกำแพงเมืองก็ถูกบั่นทอนไปเกือบสิ้น ทหารแนวหน้าร่างกำยำแบกบันไดแล้วเริ่มบุกเข้าไป
ทั้งสองฝ่ายเริ่มเข่นฆ่ากันบนกำแพงเมือง
